
APติดใจมิตซูบิชิดึงลงขันทำโครงการ4
“เอพี” ดึง “มิตซูบิชิ” ร่วมพัฒนาโครงการที่ 4 มูลค่า 3,300 ล้าน หลังเห็นผลดีจาก 3 โครงการแรก
“เอพี” ดึง “มิตซูบิชิ” ร่วมพัฒนาโครงการที่ 4 มูลค่า 3,300 ล้าน หลังเห็นผลดีจาก 3 โครงการแรก
นายภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายการเงินและบัญชี บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการเข้าร่วมทุน (จอยท์เวนเจอร์) กับมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป เพิ่มเติมโดยบริษัทจะเข้าทำสัญญาร่วมทุนกับเอ็มเจอาร์ อินเวสต์เมนต์ พีทีอี แอลทีดี (เอ็มเจอาร์ไอ) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัทก่อตั้งใหม่โดยมิตซูบิชิ จิโช เรสซิเดนซ์ ที่เป็นบริษัทลูกของมิตซูบิชิ เอสเตท การลงนามในสัญญาร่วมทุนนี้จะมีขึ้นในวันที่ 18 ส.ค. 2557
การร่วมทุนครั้งนี้จะร่วมกันพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าประมาณ 3,300 ล้านบาท โดยจะร่วมกันพัฒนาผ่านบริษัท พรีเมี่ยมเรสซิเดนซ์ บริษัทย่อยซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู่เดิม 99.99% ก่อนการเข้าร่วมทุนดังกล่าว ซึ่งหลังจากการลงนามนี้ บริษัทจะถือหุ้นในอัตราส่วน 51% และเอ็มเจอาร์ไอจะถือหุ้นในอัตราส่วน 49%
“การร่วมทุนกับมิตซูบิชิครั้งนี้ถือเป็นบริษัทที่ 4 และโครงการที่ 4 ซึ่งต่อเนื่องจากโครงการร่วมทุนเมื่อตอนปลายปี 2556 บริษัทดำเนินการผ่าน 3 บริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ (สุขุมวิท) (APSK) บริษัท เอพี (พระราม 9) (AP9) และบริษัท เอพี (นนทบุรี) (APN) มูลค่าโครงการรวม 7,500 ล้านบาท โดยมีการลงนามในสัญญาร่วมทุนในวันที่ 16 ธ.ค. 2556”
อย่างไรก็ตาม ผลของการร่วมกับมิตซูบิชิไม่สามารถวัดผลในเชิงตัวเลขได้ แต่เห็นผลชัดเจนในเรื่องของการทำให้ระบบหลังบ้านของบริษัทมีความแข็งแรงมากขึ้น เพราะในการร่วมพันธมิตรกันนั้นร่วมกันในเรื่องของระบบงานทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของดีไซน์ ซึ่งจากโครงการที่พัฒนาออกมานั้นได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ซึ่งเห็นได้จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น สำหรับผลดำเนินงานของบริษัทในงวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 971.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.95% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 674.83 ล้านบาท ขณะที่งวดไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิ 711.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.4% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 452.15 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก
ทั้งนี้ ไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก 4,286 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2556 มาเป็น 5,918 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 38.1% โดยมาจากโครงการคอนโดมิเนียม 53% และโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ 47% ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ลดลงจาก 19.6% มาอยู่ที่ 17.1% ผลการควบคุมค่าใช้จ่ายทำให้อัตรากำไรสุทธิขึ้นมาอยู่ที่ 12% เพิ่มจาก 10.6% เมื่องวดเดียวกันของปีก่อน







