
วสท.แนะเร่งคลอดกฎหมายทรัพยากรน้ำ
วสท.แนะคสช.เร่งคลอดกฎหมายน้ำพร้อมรัฐบาลใหม่ หลังปัญหาน้ำทวีความรุนแรง ขาดการจัดการ-แก้ปัญหาแบบองค์รวม
วสท.แนะคสช.เร่งคลอดกฎหมายน้ำพร้อมรัฐบาลใหม่ หลังปัญหาน้ำทวีความรุนแรง ขาดการจัดการ-แก้ปัญหาแบบองค์รวม
นายบัญชา ขวัญยืน ประธานคณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีการพยายามผลักดันให้เกิดร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ....หรือกฎหมายน้ำ มาเป็นเวลานาน ซึ่งได้มีหลายหลายคณะที่พยายามร่างกฎหมายน้ำออกมา แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะผลักดันกฎหมายนี้ออกมาได้ อย่างไรก็ตามล่าสุด คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้มีคำสั่งที่ 85/2557 แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นประธานกรรม ซึ่งมีการตั้งคณะอนุกรรมการอีก 5 ชุด เพื่อเข้ามาทำงาน
สำหรับกฎหมายน้ำ คาดว่าจะมีการผลักดันให้เกิดขึ้นในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะจะสามารถสั่งการได้ทุกหน่วยงาน หากไปสังกัดหน่วยงานหรือกระทรวงใดโดยเฉพาะ จะไม่มีอำนาจบังคับใช้กับหน่วยงานอื่นที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบ
"รายละเอียดที่ควรจะระบุในกฎหมาย อาทิ สิทธิในน้ำ องค์กรบริหารจัดการน้ำ ทั้งในร ะดับชาติและในระดับลุ่มน้ำ ทั้งในแง่นโยบายและปฏิบัติ มีการกำหนดหน้าที่ชัดเจน การบริหารนำในภาวะวิกฤต กองทุนลุ่มน้ำ จะมีแหล่งทุนจากที่ใด มีการกำหนดบทลงโทษ ทั้งนี้จะต้องเป็นกฎหมายที่ทำให้เกิดแผนงานบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศ" นายบัญชากล่าว
ทั้งนี้ กฎหมายน้ำ จะมีความเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ อาทิ กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายน้ำบาดาล เป็นต้น เพราะคณะที่จะเข้ามาร่างจะมีตัวแทนจากภาคส่วนเหล่านี้ขึ้นมา กฎหมายจะระบุไว้เลยว่า กรณีที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับน้ำและมีความเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ให้ไปดูต่อที่กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
"กฎหมายที่ผ่านมาจะเขียนแยกส่วนกัน และขาดความเชื่อมโยง และมักจะบังคับใช้กับหน่วยงานใดยบส ทาวยื ยขืนืหน่วยงานหนึ่ง แต่กฎหมายน้ำจะครอบคลุมมากกว่านั้น และมีการเชื่อมโยงไปถึงกฎหมายอื่นด้วย" นายบัญชากล่าว
ด้านนายพิษณุ วรนารถ ตัวแทนจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กล่าวว่า สศช. และคณะอนุกรรมการอีก 4 ชุด จะมีการเสนอแผนการบริหารจัดการน้ำ ประมาณกลางเดือนก.ย.นี้ ให้แก่ประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และคาดว่าจะสรุปได้ในช่วงกลางเดือนต.ค. ก่อนที่จะเสนอ คสช. ต่อไป โดยส่วนของสศช. รับผิดขอบเรื่อง วอเตอร์บอร์ด และเรื่องกฎหมาย อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะเสนอเป็นกรอบแนวคิด และจะมีการนำไปศึกษาต่อ
นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ กล่าวว่า ขณะนี้การบริหารทรัพยากรน้ำไม่มีกฎหมายหลักที่ครอบคลุมในทุกมิติ มีแต่กฎหมายที่บังคับใช้แบบแยกส่วน เช่น กฎหมายว่าด้วยการชลประทาน พ.ศ. 2482 กฎหมายบำรุงรักษาคลอง ที่มีมาตั้งแต่ร.5 เป็นต้น ซึ่งอาจจะมีความเหมาะสมกับสมัยนั้น แต่หากมาเทียบกับปัจจุบัน กฎหมายอาจจะไม่ทันสมัย นำมาปฏิบัติไม่ได้ ทั้งนี้กฎหมายเกี่ยวกับน้ำที่ผ่านมาเขียนขึ้นเพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ขับเคลื่อน แต่ไม่มีกฎหมายที่ดูครอบคลุมทุกด้านในภาพรวมเรื่องน้ำ
"เราต้องการกฎหมายที่ระบุได้ว่า การบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติและวิกฤตจะต้องทำอย่างไร การจัดสรรน้ำให้ยุติธรรมกับคนทุกกลุ่มอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแย่งน้ำระหว่างสนามกอล์ฟกับสวนส้ม ทั้งนี้ควรมีการระบุในเรื่องการอนุรักษ์แหล่งน้ำและสายน้ำธรรมชาติ เป็นต้น" นายปราโมทย์กล่าว
นายอิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กฎหมายเกี่ยวกับน้ำปัจจุบันครอบคลุมเพียง 20% ของแหล่งน้ำทั่วประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ชลประทาน แต่อีก 80% ต้องอ้าวอิงจากกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในแง่ของการจัดสรรสมบัติสาธารณะ ทำให้เขตที่อาศัยน้ำฝนไม่มีกฎหมายที่ดูแลชัดเจน ซึ่งกฎหมายที่จะออกมานั้น ต้องพิจารณาว่าตอบโจทย์การบริหารน้ำทั้งระบบหรือไม่ มีทรัพยากรอยู่จะมีการจัดสรรให้ใครก่อน ต้องระบุให้ชัดเจน เช่น ให้การอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และเป็นสัดส่วนเท่าไร
ทั้งนี้ มองว่าการที่กฎหมายเกี่ยวกับน้ำไม่สามารถออกมาได้ เนื่องจาก เมื่อมีกฎหมายน้ำ จะต้องมีการเสียค่าน้ำ เพิ่มขึ้นทุกคนเกรงว่าจะได้รับผลกระทบ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่มั่นใจการบริหารของภาครัฐ
นางปัทมา ปานประชา ผู้อำนวยการกลุ่มงานนิติกร กรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ทางกรมฯ ได้มีการร่างกฎหมายน้ำ และได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเมื่อช่วงเดือนต.ค. 2556 และอยู่ในขั้นที่จะตราเป็นกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 14 หน่วยงาน แต่หลังจากนั้นมีเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้กฎหมายนี้ยังค้างอยู่ ซึ่งหากมีรัฐบาลใหม่ กรมก็พร้อมที่จะมีการเสนอเพื่อให้ครม. พิจารณาต่อไป
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... คือ ได้มีการเติมเต็มส่วนที่กฎหมายอื่นๆ เกี่ยวกับน้ำที่มีอยู่แล้ว โดยได้มีการเพิ่ม เรื่อง การกำหนดมาตรการป้องกันและการรองรับทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน ทั้งภาวะภัยแล้งและอุทกภัย รวมถึงมีมาตรการเรื่องการดูแลและอนุรักษ์แหล่งน้ำ
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำไม่ควรขึ้นอยู่กับกระทรวงและหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่อยากให้รีบร้อนที่จะมีการพิจารณาลงทุนอะไร ควรมีแผนระยะสั้นระยะยาว อาจจะทำงบประมาณน้ำ เฉพาะปี 2558 ก่อน และมีการพิจารณาเป็นแผนระยะยาวต่อไป เพื่อให้มีการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์มากที่สุด







