
คุมบั้งไฟ-โคมลอยอารักขาน่านฟ้าไทย
แม้จะล่วงเลย “งานบุญบั้งไฟ” หรือประเพณีขอฝนของชาวถิ่นอีสาน ที่จะจัดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2
โดย...วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์
แม้จะล่วงเลย “งานบุญบั้งไฟ” หรือประเพณีขอฝนของชาวถิ่นอีสาน ที่จะจัดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน พ.ค.ทุกปี ทว่าประเพณีงานบุญบั้งไฟเป็นสิ่งที่สร้างความหวั่นวิตกให้นักบินและเที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศที่ต้องบินผ่านน่านฟ้าไทยอยู่ไม่น้อย
เนื่องจากปัจจุบันศักยภาพของบั้งไฟได้พัฒนาขึ้นจนสามารถทะยานขึ้นฟ้าทะลุระดับความสูง 2-4 หมื่นฟุต หรือ 612 กิโลเมตรไปแล้ว โดยเฉพาะวันนี้มีการลักลอบเล่นพนันแข่งขันบั้งไฟกันเป็นล่ำเป็นสัน ส่งผลให้การจุดบั้งไฟเกิดขึ้นได้แทบทุกที่ ทุกช่วงเวลา และบั้งไฟถูกพัฒนาให้ไต่ระดับขึ้นฟ้าได้สูงขึ้นๆ อยู่บนฟ้าได้นานขึ้น เพื่อให้เป็นฝ่ายที่ชนะในการแข่งขัน
แม้ว่าที่ผ่านมากรมการบินพลเรือน (บพ.) ได้เข้าไปแก้ปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง แต่การจัดระเบียบการจุดบั้งไฟยังไม่เบ็ดเสร็จสะเด็ดน้ำ
จรุณ มีสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมการบินพลเรือน ฝ่ายความปลอดภัย ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดการกับปัญหาการจุดบั้งไฟจะต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง หรือต้องผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติกันเลยทีเดียว เช่น จะต้องมีการจำกัดขนาดบั้งไฟ พื้นที่และเวลาในการยิง และที่สำคัญไทยควรมีการจัดประเพณีบั้งไฟปีละครั้ง กำหนดสถานที่และวันหรือสัปดาห์ที่ต้องการจัดงานที่แน่นอน ซึ่งเป็นการจำกัดพื้นที่ เวลาที่ชัดเจน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นประโยชน์สาธารณะ
“แนวคิดที่ผมคิด คือ แต่ละจังหวัดในภาคอีสานควรกำหนดเทศกาลยิงบั้งไฟปีละครั้ง หรือกำหนดเหมือนเป็นประเพณีท่องเที่ยวไปเลยก็ได้ จัดปีละครั้ง เช่น จ.อุบลราชธานี กำหนดสัปดาห์ยิงบั้งไฟระหว่างวันเวลาและสถานที่ไปเลย หรือจังหวัดอื่นๆ จัดงานเทศกาลให้ครบ โดยกำหนดเวลา สถานที่ที่แน่นอนในแต่ละปี เราจะได้จัดการจราจรทางอากาศได้ชัดเจน ไม่กระทบการบิน และจัดเดือนเดียวแล้วเลิกไปเลย ซึ่งเมื่อเป็นวาระแห่งชาติจะเกี่ยวข้องกับการประสานงานหลายฝ่ายให้ครบถ้วน” จรุณ บอก
พร้อมกันนั้น จรุณ ยังระบุว่า มีความจำเป็นต้องควบคุมระยะความสูงของบั้งไฟไม่ให้สูงเกิน 2.5 หมื่นฟุต หรือ 7.6 กิโลเมตร และควรมีหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเข้ามาทดลองว่า ลักษณะวัสดุอุปกรณ์เช่นใดที่ควรนำมาใช้ในการทำบั้งไฟ เวลาเข้าประกวดหรือแข่งขันควรมีการชั่งน้ำหนัก หรือมีมาตรฐานของบั้งไฟที่จะทำด้วย เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่มีการแข่งขันการประดิษฐ์จรวดและยิงจรวดเช่นกัน แต่มีการกำหนดพื้นที่และเวลาที่ชัดเจน
นอกเหนือจากบั้งไฟแล้ว จรุณ ระบุว่า โคมลอยยังถือเป็นหนึ่งที่มีส่วนรบกวนการจราจรทางอากาศ ทั้งๆ ที่เดิมเป็นประเพณีของภาคเหนือที่ปล่อยเฉพาะเวลากลางคืน ซึ่งแนวคิด คือ ทำอย่างไรให้การปล่อยโคมลอยจำกัดเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวเดิม ไม่ใช่ปล่อยให้มีการปล่อยโคมลอยในแหล่งท่องเที่ยวเกือบทุกแห่งทั่วประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการจำกัดการขาย เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัยทางสาธารณะ
“ในการแข่งขันบั้งไฟส่วนใหญ่จะแข่งขันในช่วงกลางวัน ส่วนกลางคืนมักจะปล่อยโคมลอย ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมการบินพลเรือน หรือบริษัท วิทยุการบินฯ ในพื้นที่ไม่ทราบตำแหน่งหรือเวลา อาจกระทบต่อสายการบินต่างๆ ได้ ดังนั้นเรื่องนี้ผู้ที่จัดงานเทศกาลจะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า มิฉะนั้นจะมีความผิดหากเกิดอันตรายตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและวัตถุระเบิด” จรุณ เตือน
ขณะเดียวกัน นกถือว่าเป็นสัตว์ที่ส่งผลกระทบต่อการบินได้เช่นเดียวกัน ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากนกในการทำการบิน และมีมาตรการป้องกันไม่ให้นกเข้ามาอยู่ในสนามบินและบริเวณใกล้เคียง เช่น ที่สนามบินสุวรรณภูมิมีการศึกษาว่า นกแบบใดชอบอะไร ก็จะไม่ให้มีอาหารหรือต้นไม้เพื่อให้นกเข้าไปอาศัย อีกทั้งยังมีการใช้อุปกรณ์ทำเสียงไล่นก ให้คนไล่ และปั้นหุ่นซากนกตาย แต่รูปแบบการไล่นกจะต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้มีประสิทธิภาพ และนกจะเรียนรู้และจดจำอุปกรณ์ไล่นกและเครื่องป้องกันต่างๆ ว่ามีอันตรายต่อตัวมันหรือไม่
เช่นกันในยุคสมัยที่การบินพัฒนามากขึ้น จรุณ กล่าวว่า อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ซึ่งโดรนบางประเภทมีประสิทธิภาพในการบินสูงเทียบเท่ากับระดับการบินของเครื่องบิน ทำให้กรมอยู่ระหว่างการร่างกฎระเบียบเพื่อควบคุมความปลอดภัยสาธารณะ โดยหวังให้ทุกคนที่ใช้อากาศยานไร้คนขับอยู่ภายใต้กรอบกติกา และสอดคล้องกับองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) ซึ่งจะต้องคุมมาตรฐานคนบังคับและขนาดของอากาศยานไร้คนขับ
ภารกิจอารักขาน่านฟ้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่การเดินทางทางอากาศเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ







