
“ตรีพล ภูมิวสนะ" ผู้บริหารเน้นไอเดีย บลจ.เมย์แบงก์
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
“ตรีพล ภูมิวสนะ” เพิ่งรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ได้ประมาณ 2 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา หากย้อนไปวัยเรียนเขาเลือกเรียนปริญญาตรี สาขาพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัย La Sierra University ที่สหรัฐอเมริกา ตามที่บ้านแนะนำเพราะเชื่อว่าหางานง่าย เนื่องจากทุกบริษัทต้องมีนักบัญชี พอเรียนจบรู้สึกว่ายังอึ้งกิมกี่กับตัวเลข เลยมองว่าไปเรียนปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์เพราะมันกว้างกว่า และรู้สึกสนุกจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Claremont Graduate University สถาบันเดียวกับปริญญาโท
ยังไม่จบปริญญาเอกดีได้เป็นนักวิจัย สถาบัน Milken Institute สถาบันคล้ายกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มีโอกาสวิเคราะห์หลายๆ ปัจจัยโดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของเม็ดเงิน จนออกหนังสือมา 2 เล่ม เล่มแรกเป็นเปเปอร์เพื่อจบปริญญาเอก ศึกษาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่เศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากกว่ามองไปที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ และอีกหนึ่งเล่มที่ออกมาสอดคล้องกับสถานการณ์ขณะนั้นคือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ร่วมกับนักวิจัยคนอื่น ชื่อว่า The Rise and Fall of U.S. Mortgage and Credit Markets
“การมีเปเปอร์และออกหนังสือมาแล้ว 2 เล่ม สำหรับนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สูงสุดและภูมิใจแล้ว ประกอบกับทำงานที่สหรัฐเกือบ 10 ปี และช่วงนั้นนักเศรษฐศาสตร์มีการแข่งขันกันสูง ตลาดแรงงานต่างๆ เริ่มซบเซาตามวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐ ขณะเดียวกันลูกๆ เริ่มโตแล้วและอยากให้มีความผูกพันกับเมืองไทยมากขึ้น จึงตัดสินใจหยุดทำงานในตำแหน่งนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์อาวุโสไว้เท่านั้น และกลับเมืองไทย”
จากนั้นเขาได้รับโอกาสให้เป็นผู้อำนวยการ ฝ่ายลงทุนต่างประเทศและบริหารผู้จัดการกองทุนภายนอก กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ก่อนกลับเมืองไทยก็มองว่ามีหน่วยงานอะไรบ้างที่เขาอยากจะเข้าไปมีส่วนช่วยหรือมองเรื่องการลงทุนต่างประเทศบ้าง ซึ่งมีทั้ง กบข. กองทุนประกันสังคม หรืองานนโยบายอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และก็เป็นไปอย่างที่เขาตั้งใจ
“ตรีพล” มาก่อน 2 เดือนที่ กบข. กำลังมีปัญหา ดังนั้นเวลาจะทำอะไรย่อมต้องมีกระบวนการตรวจสอบและขั้นตอนยุ่งยาก วิกฤตตรงนั้นเสมือนเป็นหลักสูตรเร่งรัดให้เขาต้องเรียนรู้องค์กร ดูการขยายการลงทุนเพิ่ม พร้อมวางระบบงานเรื่องการลงทุนต่างประเทศใหม่ รวมถึงได้ประสบการณ์จากที่ กบข.ส่งไปอบรมเรื่องการวิเคราะห์ผู้จัดการกองทุนซึ่งเขาถือว่าเป็นสิ่งที่ได้ติดตัวและสามารถใช้ได้ถึงทุกวันนี้
สำหรับผลงานที่ประทับใจและรู้สึกภูมิใจตลอดที่อยู่ กบข.ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คือการมีส่วนร่วมในการปรับโครงสร้างการลงทุนและรองรับการขยายการลงทุนไปต่างประเทศ ต้องหาวิธีทำอย่างไรให้ทีมต้องคิด และทำออกมาให้รู้สึกจับต้องได้ ช่วยกันมองไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญคือต้องให้โครงสร้างหรือระบบต้องอยู่ได้ตลอด โดยหน้าที่ผู้จัดการกองทุนที่ดีต้องพึ่งหลักการวิจัยเป็นสำคัญเพราะถ้ามีวิจัยแกร่ง การออกแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับสภาพต่างๆ ได้ดี สร้างโอกาสหรือขยายการลงทุนในสินทรัพย์อื่นในต่างประเทศมากขึ้น เช่น อสังหาริมทรัพย์ บริษัทยาในต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์
ที่สำคัญ สมาชิก กบข.มีความแตกต่างที่อื่น เพราะลูกค้าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการลงทุนระยะยาวจริงๆ ประเภท 30 ปี ไม่ใช่ 35 ปี ดังนั้นไม่ต้องไปไล่ตามการปรับการลงทุนแบบระยะสั้น เพียงแต่คำนึงถึงสภาวะความเหมาะสม เช่น ปรับให้สอดคล้องไปตามวงจรของเศรษฐกิจได้หลายรอบ แต่สิ่งที่พยายามให้เห็นความสำคัญคือ ต้องแบ่งสัดส่วนไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงมากกว่าต่างประเทศ ค่าความผันผวนหุ้นไทยมีมากกว่า 24 % ขณะที่หุ้นต่างประเทศผันผวนเพียง 15 % อีกทั้งผู้ลงทุนของ กบข.จะเป็นกลุ่มที่รับความเสี่ยงได้น้อย เพราะเป็นเงินก่อนตลอดชีวิตการทำงานของเขา ดังนั้นการทำงานของเราเป้าหมายคือ การทำทุกอย่างให้สมาชิก กบข.มีความสุข
จากที่ทำงาน 2 ที่ ทำให้ “ตรีพล” มองว่าหลักการทำงานของเขาคือ การลงทุนที่ดีจะต้องเกิดจากการที่มีไอเดียที่ดีเป็นสำคัญ และต้องมีสิ่งสนับสนุนที่ดีคือการมีงานวิจัยที่ดี ไอเดียก็เหมือนกับ “ทิศ” หรือหลักที่ทำให้เรามีเป้าหมายมีหลักในทางเดิน จะทำให้รู้สึกมีความกล้าและท้าทายที่จะเดินไปกับมัน ส่วน “ทาง”ที่เราจะเดินต่อไปข้างหน้าคือวิธีการที่จะปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่ผลัดเปลี่ยนมากำหนด
เช่นเดียวกันกับพอได้มารับตำแหน่งเป็นผู้กุมบังเหียนใหญ่ของ บลจ.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ทิศของเขาคือ เราจะเป็น บลจ.ที่พยายามให้เกิดสิ่งใหม่ในวงการ แม้ระยะแรกอาจมองว่าอาจไม่ได้รับการตอบรับที่ดี แต่เขามองว่ามันคือการวางรากฐาน โดยจะอิงจากกองทุนหรือผู้จัดการต่างประเทศที่เคยได้สัมผัสมา ขณะเดียวกันจะเอาหลักที่ได้จาก กบข.คือ ต้องสื่อสารออกไปในผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย โดยไม่ต้องใช้ทีมงานจำนวนมาก ตอนนี้มีทีมงาน 12 คน และสิ้นปีน่าจะมีเพียง 15 คน เท่านั้น เพราะกองทุนหลายแห่งในต่างประเทศหากบริหารเงิน 3 แสนล้านบาท เขาใช่คนไม่กี่สิบคนในการบริหารและบริษัทก็ออกไปตั้งไกลๆ เพื่อให้ทีมงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เกิดไอเดียในการทำงาน แต่ถ้าบริหารเงินขนาดนี้ แต่ บลจ.ไทยใช้คน 200300 คน
ด้านตัวเลขปีนี้ตั้งเป้าหมายสินทรัพย์ภายใต้การบริหารไว้ที่ 2,000 ล้านบาท และอีก 5 ปีโตถึง 2 หมื่นล้านบาท เทียบกับสิ้นปีก่อนที่ทำได้ 600 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลังจะมีกองทุนใหม่ออกมาประมาณ 78 กอง
นอกจากนี้ หลักการทำงานเขาจะเลือกลูกน้องที่สามารถเถียงเขาได้ เพราะเชื่อว่าคนเราไม่ได้ถนัดหรือรู้อะไรหมดทุกอย่าง ฉะนั้นการเลือกทีมที่เข้ามาทำงานก็ต้องเลือกคนที่เขามีความถนัดหรือรู้อะไรแบบอื่นที่เราไม่รู้ และเมื่อมีการหารือกันเขาจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องกล้าเถียงเขาได้เพราะมันทำให้เกิดการสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ออกมา แต่ผิดกับสังคมไทยที่หัวหน้าชอบเลือกลูกน้องที่ยอมเขา เห็นดีเห็นงามไปกับหัวหน้า โดยไอเดียเช่นนี้เขาเห็นและได้มาจากตอนที่ได้งานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ครั้งแรก เพราะตอนนั้นไปสอบสัมภาษณ์เพียงเพื่อหวังไปโต้แย้งกับผลวิจัยกับด็อกเตอร์คนหนึ่ง แต่ปรากฎว่าเขาไม่โต้แย้งไม่ว่าอะไรผมเลย แต่เขากลับรับผมเขาทำงาน ทั้งๆ ที่จุดประสงค์เขาคือไปโต้แย้งพร้อมแลกเปลี่ยนผลงานวิจัยเท่านั้น
สำหรับเวลาว่างของผู้บริหารคนนี้ส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่กับลูกในวันเสาร์อาทิตย์ ทั้งพาลูกสาววัย11 ปี และลูกชายวัย 7 ปี ไปเรียนพิเศษ แต่ดูเหมือนกิจกรรมโปรดของสมาชิกทั้งบ้านคือ การทำงานอาหารและขนมกินด้วยกันในวันหยุด โดยมีเมนูโปรดหลายอย่าง แต่เมนูที่มีเสียงเรียกร้องกันมากคือ แอปเปิล คอมโบ สงสัยถ้าเขาไม่ได้เป็นผู้บริหารกองทุน งานนี้เชฟกทะเหล็กต้องมีหนาว เพราะจะมีเชฟเอ็ด (ชื่อเล่น) ไปท้าชิงบัลลังก์เชฟกะทะเหล็กกันแล้ว







