
สภาปฏิรูปฯความหวังชาติ
สุดหน้าตาแนวทางการสรรหาบุคคลเพื่อเข้ารับคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.
ที่สุดหน้าตาแนวทางการสรรหาบุคคลเพื่อเข้ารับคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ได้กำหนดออกมาชัดเจน ซึ่งหากเป็นไปตามนี้จะทำให้มีสมาชิก สปช.ได้ภายในปลายเดือน ก.ย. หรือต้น ต.ค. บทบาทอำนาจหน้าที่ของ สปช.มีความสำคัญค่อนข้างมาก เช่น ทำหน้าที่เสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่างๆ ให้กับทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี รวมทั้ง คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังทำหน้าที่เสนอแนะความคิดเห็นทั้งในด้านการพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ สปช.ยังทำหน้าที่ในการเสนอกฎหมายและแก้ไขกฎหมายให้กับ สนช. ยกเว้นกฎหมายที่ระบุว่าเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี
จากที่กล่าวข้างต้นเห็นได้ว่า บทบาทอำนาจหน้าที่ของ สปช.มีขอบเขตครอบคลุมการปฏิรูปทั้งด้านนิติบัญญัติและบริหาร คือทำหน้าที่ทั้งในฐานะให้คำปรึกษากับรัฐสภาและให้คำปรึกษาแก่รัฐบาล และยังทำหน้าที่ในการรับรองร่างรัฐธรรมนูญและเสนอร่างกฎหมายให้กับทาง สนช. ประชาชนจึงค่อนข้างคาดหวังและมีความหวังต่อการทำหน้าที่ของ สปช.
ดังนั้น กระบวนการคัดสรรจึงมีความสำคัญ ซึ่งสมาชิก สปช.กำหนดว่าต้องมาจากการเสนอของหน่วยงาน เช่น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน สำหรับนิติบุคคล ได้แก่ สมาคม มูลนิธิ สภาขององค์กรเอกชนต่างๆ รวมทั้งสถาบันการศึกษาและพรรคการเมือง ฯลฯ ซึ่งนิติบุคคลเหล่านี้จะต้องไม่เป็นองค์กรแสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน
สำหรับบุคคลซึ่งประสงค์จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิก สปช.จะต้องระบุว่า ต้องการเข้ามาทำหน้าที่ในด้านใด ซึ่งมีทั้งหมด 11 ด้าน เช่น การเมือง ราชการ ปกครองท้องถิ่น กฎหมาย ด้านการศึกษา พลังงาน สาธารณสุข สังคม สื่อสารมวลชนและด้านอื่นๆ
ประเด็นคือ แนวทางการพิจารณาให้ได้บุคคลซึ่งเหมาะสมในแต่ละด้าน ซึ่งจะต้องได้ทั้งบุคคลที่เป็นเทคโนแครตหรือข้าราชการ ผู้ชำนาญด้านต่างๆ และนักวิชาการ ไม่ใช่เอาแต่ข้าราชการ อาจารย์ หรือพ่อค้านักธุรกิจยกเข้ามาเป็นแผง ซึ่งการกำหนดแนวทางการสรรหาเป็นด้านๆ เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะได้มีการกระจายผู้เชี่ยวชาญออกไปเป็นกลุ่มๆ แต่ควรระวังตัวปลอมฟอร์มดีจะแทรกตัวไปในแต่ละด้าน ทำให้ไม่ได้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างแท้จริง
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับกระบวนการที่อาจล่าช้าในการทำงานของ สปช. เพราะจากบทบาทหน้าที่ซึ่งมีขอบข่ายกว้างขวาง การทำงานแต่ละด้านหากมีกระบวนการที่ซับซ้อนจะทำให้เกิดความล่าช้า ทั้งในด้านตั้งคณะทำงานเพื่อเชิญบุคคลต่างๆ มาให้ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็น การจัดทำข้อเสนอแต่ละเรื่องอาจต้องใช้เวลามากพอสมควร อีกทั้งต้องนำเรื่องมาผ่านการพิจารณาของสมาชิก สปช.แบบเต็มคณะ
แน่นอนว่าการที่มีผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมาอยู่รวมกันคงต้องอภิปราย (แบบยืดยาว) ติติง เพิ่มเติม แก้ไข แต่ละข้อเสนอแนะอาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือหลายเดือน ขณะที่ระยะเวลาทั้งของ สปช. สนช. และคณะรัฐมนตรีมีข้อจำกัดด้านเงื่อนไขเวลา หลายข้อเสนอแนะอาจไม่ทันการหรือเสนอแนะเข้ามาก็หมดเวลาทำงานของ สนช.และของรัฐบาลทำไปแล้วเสียของ
คสช.ควรกำหนดแนวทางการทำงานของ สนช.ให้กระชับแต่ต้องรอบคอบตัดขั้นตอนที่เป็นคอขวด เพื่อให้การทำงานของ สปช.มีผลงาน ออกมามากๆ อย่างไรก็ตามงานนี้ต้องให้กำลังใจ คสช. ซึ่งมีเจตนาต้องการแก้ปัญหาของประเทศแบบบูรณาการและต้องการสะท้อนปัญหาที่แท้จริง จึงเปิดโอกาสให้มีผู้เชี่ยวชาญทั้ง 11 ด้าน ซึ่งหาก คสช.จะแต่งตั้งเองก็คงไม่มีใคร (กล้า) ว่าอะไร แต่การให้มีระบบคัดกรองสรรหาจากทุกภาคส่วนแสดงถึงความตั้งใจจริงที่ต้องการปฏิรูปประเทศ
ในวันเสาร์ที่ผ่านมามีการเปิดตัวแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ที่สโมสรกองทัพบก เข้าใจว่าคงมีประชาชนและผู้สนใจที่จะเป็นสมาชิก สปช.ไปร่วมงานจำนวนมาก โดยหัวหน้า คสช.ไปเป็นประธานและมอบ นโยบายในการสรรหา ทำให้มั่นใจว่า การสรรหาสมาชิก สปช.จะเดินหน้ามีการเลือกคนที่เหมาะสม มีความโปร่งใสในการคัดเลือก คัดสรรไม่ใช่พวกมากลากมา หรือพวกมีใบสั่งใบจอง ทำให้ได้คนไม่มีคุณภาพ สปช.เป็นความหวังของประชาชน
งานนี้อย่าให้กลายเป็น “Hopeless” หรือสิ้นหวัง หมดหวังของประชาชนก็แล้วกันครับ







