posttoday
หลอกตัวเองเป็นต่อชีวิตหลังเกษียณหรือไม่

หลอกตัวเองเป็นต่อชีวิตหลังเกษียณหรือไม่

11 สิงหาคม 2557

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับเชิญจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับเชิญจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเข้าร่วมฟังสัมมนาเกี่ยวกับ Target Date Fund ซึ่งเมื่อฟังเสร็จแล้วทำให้ผมมีความรู้สึกเหมือนกับสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายและอุตสาหกรรมการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งหลายกำลังทำเหมือนกับเป็นเพียงการจัดเก้าอี้บนเรือ Titanic ใหม่เท่านั้นเอง

ตามการคำนวณของผมอย่างคร่าวๆ นิสิตใหม่ที่เพิ่งจบปริญญาตรีและเริ่มต้นได้รับเงินเดือนจำนวน 1.5 หมื่นบาท/เดือน จะต้องมีเงินสูงถึง 30 ล้านบาทเมื่ออายุครบ 60 ปี เพื่อใช้สำหรับชีวิตหลังเกษียณ โดยมีสมมติฐานว่าเขาจะได้รับเงินเดือนขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี และจะมีอายุถึง 85 ปี จำนวนเงิน 30 ล้านบาท ไม่ได้เป็นตัวเลขที่ผมพิมพ์ผิดหรอกครับ และสิ่งที่น่าเศร้าก็คือแนวทางที่คนส่วนมากเลือกลงทุนสำหรับการออมเพื่อการเกษียณในปัจจุบัน ไม่ว่าจะทราบหรือไม่ว่าเครื่องมือการลงทุนต่างๆ มักจะได้ผลตอบแทนติดลบ ภายหลังจากที่ได้นำอัตราเงินเฟ้อเข้ามาคำนวณด้วย ดังนั้นเงินจำนวน 30 ล้านบาทนั้นเป็นเพียงแค่ความฝันของคนส่วนมาก

ถึงแม้ว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนประกันสังคม มีขึ้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีกองทุนไหนที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาของบำเหน็จบำนาญที่เราเผชิญในปัจจุบัน เพียงร้อยละ 13 ของมูลค่ารวมของกองทุนดังกล่าว ถูกนำไปลงทุนในตราสารทุน และส่วนที่เหลือจะเป็นการลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้ พูดง่ายๆ คือ พวกเราหลายคนจะไม่มีทุนพอที่จะใช้ในช่วงชีวิตหลังการเกษียณ ยกเว้นในกรณีที่การจัดสรรหลักทรัพย์ต่างๆ จะต้องได้รับการปรับปรุงอย่างหนัก จากร้อยละ 13 เป็นประมาณร้อยละ 70 ที่จะนำไปลงทุนตราสารทุน

ฉะนั้น การจัดตั้ง Target Date Funds (TDFs) เป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดย ก.ล.ต. จึงเป็นการก้าวไปข้างหน้าในทิศทางที่ถูกต้อง กล่าวคือ TDF จะนำเงินออมสำหรับการเกษียณของคุณไปลงทุนในกลุ่มตราสารทุนและพันธบัตรที่มีความหลากหลาย โดยความหลากหลายจะขึ้นอยู่กับกำหนดการเกษียณของคุณ เมื่อคุณอายุยังน้อยและมีเวลาอีกนานก่อนที่คุณจะเกษียณ กองทุน TDF จะนำเงินของคุณไปลงทุนในหุ้นเพื่อการเติบโต และเมื่อคุณใกล้กับการเกษียณ กองทุน TDF จะเลือกที่จะลงทุนในพันธบัตรมากขึ้นเพื่อความปลอดภัย

กองทุน TDF เป็นทางเลือกที่คนใช้มากในสหรัฐ แทนที่จะจัดทำพอร์ตการลงทุน โดยใช้การลงทุนในหลายรูปแบบ เพื่อให้นักลงทุนสามารถจะได้ผลตอบแทนตามแผนที่วางไว้ นักลงทุนเพียงแค่ต้องเลือกเพียงกองทุนเดียวที่คิดว่าจะสามารถทำผลตอบแทนตามที่เขาวางแผนไว้ ผู้จัดการกองทุนก็จะปรับแต่งหลักทรัพย์ของกองทุนในแต่ละปี เพื่อให้กองทุนสามารถดำเนินตามแผนที่วางไว้ และให้ได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการในปีที่นักลงทุนต้องการ ตัวอย่างคือ คนทำงานที่ยังมีอายุน้อย และหวังที่จะเกษียณในปี 2593 ก็จะเลือกกองทุน TDF ที่มีเป้าหมายสำหรับปี 2593 ในเวลาเดียวกัน คนทำงานที่มีอายุมาก และกำลังจะเกษียณในปี 2568 ก็จะเลือกกองทุน TDF ที่มีเป้าหมายสำหรับปี 2568 เนื่องจากมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวกว่ากองทุนปี 2593 น่าจะเลือกลงทุนในตราสารทุนมากกว่า โดยมีเพียงเศษส่วนน้อยที่จะนำไปลงทุนในพันธบัตรและเงินสด แต่กองทุนปี 2568 ก็น่าจะเน้นลงทุนในพันธบัตรและเงินสด มีส่วนน้อยจะลงทุนในหุ้นเพื่อจะมีความเสี่ยงน้อยลง

ถึงแม้ว่าผู้สนับสนุนกองทุน TDF จะมองว่าทำให้นักลงทุนมีความสะดวก โดยนำเงินไปลงทุนในกองทุนที่ดำเนินการโดยอัตโนมัติ กลุ่มผู้คัดค้านกองทุน TDF มักจะพูดว่าไม่มีทางเลือกไหนที่สามารถเหมาะสมได้สำหรับทุกคน ประการแรก เป็นการคาดเดาว่าเมื่อนักลงทุนมีอายุครบ 65 จะมีฐานะหรือความต้องการที่เหมือนกันทุกคน ซึ่งก็ไม่เป็นเช่นนั้น กลุ่มบุคคลที่ยังทำงานแบบ PartTime ภายหลังจากที่เกษียณแล้ว หรือกลุ่มบุคคลที่มีการออมเงินในพันธบัตรหรือเงินสด มักจะสามารถรับความเสี่ยงได้สูงกว่า และน่าจะมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนที่สูงกว่า ในเวลาเดียวกัน กลุ่มบุคคลที่มีเงินออมน้อย และมักจะมีโอกาสสูงกว่าที่จะต้องใช้เงินออมเพื่อการเกษียณเร็วขึ้น อาจต้องการที่จะลงทุนในพันธบัตรมากกว่า นอกจากนี้ กองทุนที่มีเป้าหมายช่วงเวลาเดียวกัน อาจมีระดับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริษัทจัดการกองทุนไหนเป็นผู้บริหารกองทุนดังกล่าว

หลักในการเลือกกองทุน TDF มีดังนี้่

1.กลยุทธ์การลงทุนเชิงรุก (Active) หรือเชิงรับ (Passive) กองทุน TDF มักจะเป็นการรวมของกองทุนย่อย กองทุนต่างๆ เหล่านี้ อาจเป็นเพียง Index Fund (กองทุนเชิงรับ) หรือเป็นกองทุนเชิงรุก Active Funds ทั้งหมด หรือเป็นสัดส่วนผสมของกองทุนทั้งสองแบบ แต่ต้องมั่นใจว่ากองทุนเชิงรุกจะต้องมีผลประกอบการในระยะยาวที่สูงกว่ามาตรฐานการดำเนินการของกองทุนลักษณะดังกล่าว

2.ค่าธรรมเนียม เนื่องจากค่าธรรมเนียมจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทน คุณควรจะคำนึงถึงค่าธรรมเนียมในการเลือกกองทุน TDF หากคุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพงขึ้นร้อยละ 0.8 กองทุนของคุณจะต้องมีผลตอบแทนสูงขึ้นร้อยละ 0.8 เพื่อไม่ให้คุณเสียเปรียบ ในส่วนตัวผมจะเลือกกองทุน TDF ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ และลงทุนตามดัชนี หรือในเชิงรับ อาทิ กองทุนที่ติดตามดัชนี อาทิ ดัชนี SET50 หรือดัชนี S&P Index ของบริษัทที่มีขนาดใหญ่สุด 500 บริษัทในสหรัฐ

3.ขนาดของกองทุน ก่อนที่จะลงทุนใน TDF คุณควรจะทำการตรวจสอบความเป็นไปได้ที่กองทุนของคุณอาจจะถูกบังคับให้ปิดหรือเข้ารวมกับกองทุนอื่นเนื่องจากขนาดสินทรัพย์ที่มีขนาดเล็กเกินไป

4.เส้นทางการลงทุน หากคุณมีเงินออมนอกกองทุน TDF มากพอสมควร อัตราส่วนการลงทุนในตราสารทุนที่น้อยลงอาจจะเหมาะสม หากคุณไม่เลือกที่จะทำเช่นนั้น คุณอาจต้องยอมรับความผันผวนที่จะมาพร้อมกับการลงทุนในเชิงรุก กฎที่ต้องจำไว้ คือ นำอายุของคุณมาลบจาก 100 คำตอบจะเป็นสัดส่วนของตราสารทุนในพอร์ตการลงทุนของคุณ อาทิ เมื่อคุณมีอายุ 40 ปี คุณควรมีตราสารทุนในพอร์ตการลงทุนได้สูงถึงร้อยละ 60 (10040)

5.การกระจายความเสี่ยงอย่างกว้าง การกระจายพอร์ตการลงทุนจะลดความเสี่ยง คุณควรจะศึกษาสัดส่วนของหลักทรัพย์ในกองทุน TDF อย่างรอบคอบ การที่มีตราสารทุน หรือพันธบัตรต่างชาติ จะเป็นสิ่งที่ดีและจะช่วยในการลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท