
ถอดรหัส 'เบอร์ลี่ฯ' สยายปีกค้าปีกอินโดจีน
การเข้าซื้อบริษัท เมโทร แคช แอนด์ แครี่ เวียดนาม ลิมิเต็ด
การเข้าซื้อบริษัท เมโทร แคช แอนด์ แครี่ เวียดนาม ลิมิเต็ด จากเมโทร แคช แอนด์ แครี่ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง บี.วี. บริษัทสัญชาติเยอรมนี ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการห้างค้าปลีกและค้าส่งประเภทชำระเงินสด ภายใต้แบรนด์ “เมโทร” ของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือบีเจซี เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2556-2560) ของบีเจซีที่จะสร้างรายได้จากต่างประเทศให้มีสัดส่วน 50% ของรายได้ทั้งหมด
อัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือบีเจซี เปิดเผยว่า การใช้เม็ดเงิน 2.8 หมื่นล้านบาท ซื้อกิจการค้าปลีกเมโทร เวียดนาม ถือเป็นความคุ้มค่าต่อการลงทุนเพราะศักยภาพของห้างค้าปลีกและค้าส่ง “เมโทร” ที่เป็นค้าปลีกรูปแบบใหม่ (โมเดิร์นเทรด) มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศเวียดนาม 19 สาขาใน 14 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคเหนือ 6 สาขา ภาคกลาง 7 สาขา ภาคใต้ 6 สาขา ส่งผลให้ปัจจุบันเมโทรเป็นค้าปลีกอันดับ 2 รองจากกิจการรัฐบาลเวียดนาม แต่เป็นเบอร์ 1 ในกลุ่มโมเดิร์นเทรดของนักลงทุนต่างชาติ
อัศวิน กล่าวว่า หลังจากซื้อห้างเมโทรมาแล้ว จะเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็นห้างสัญชาติไทย และจะเห็นภาพธุรกิจบีเจซีเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 132 ปี ธุรกิจดังกล่าวจะเหมือนจิ๊กซอว์ที่เติมเต็มภาพธุรกิจทั้งซัพพลายเชนในเวียดนามทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายเดิม โดยเดิมบีเจซี มีธุรกิจต้นน้ำในเวียดนาม คือ มีโรงงานผลิตขวดแก้ว ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋อง
ส่วนธุรกิจกลางน้ำ คือ จัดจำหน่ายและกระจายสินค้า ผ่านจุดจำหน่ายกว่า 2 แสนจุดทั่วประเทศเวียดนาม และธุรกิจปลายน้ำ คือ มีกิจการค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อ “บีสมาร์ท” 95 สาขาทั่วเวียดนาม ต่อไปจะมีเมโทรเข้ามาเสริมอีก 19 สาขา จะทำให้ธุรกิจปลายน้ำมีความเข้มแข็ง
เดิมบีเจซีมีไทอัน คลุมพื้นที่กระจายสินค้าภาคเหนือ ไทคอร์ป แข็งแกร่งทางภาคใต้ ส่วนเมโทรจะช่วยอุดจุดอ่อน และเสริมแกร่งให้กับการกระจายสินค้าในภาคกลาง เพราะมีสาขาอยู่ในภาคกลางมากถึง 7 สาขา และที่สำคัญจะช่วยกระจายสินค้าไปยังร้านบีสมาร์ท 95 สาขา ได้มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การมีห้างดังกล่าวช่วยลดอุปสรรค การนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยเบฟฯ เข้าไปจำหน่ายเวียดนาม จากเดิมทีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะต้องขออนุญาตจากรัฐบาลในการค้าขายปลีกและค้าส่งแยกออกจากรายการสินค้าอื่นๆ
ด้านกำลังซื้อของคนเวียดนามกำลังจะฟื้นตัวและเศรษฐกิจกำลังขยายตัว จากฐานคนชนชั้นกลางสูงขึ้น ในปี 2555 มี 9.8 ล้านคน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 22.5 ล้านคนภายในปี 2563 มั่นใจว่าธุรกิจค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต จากเวียดนามมีสัดส่วนค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดเพียง 4% ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกอย่างน้อย 10 เท่า เมื่อเทียบกับไทยที่มีสัดส่วนค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรด 44% และใช้เวลาขยายร่วม 20 ปี คาดว่าเวียดนามจะขยายตัวได้เร็วกว่าไทย
สำหรับยอดขายในเวียดนาม ต้นปี 2558 จะเติบโตมากถึง 7,330% คือ จากเดิมมียอดขายบีสมาร์ท 300 ล้านบาท บวกกับยอดขายเมโทร 2.11 หมื่นล้านบาท กลายเป็น 2.14 หมื่นล้านบาท มีสาขาค้าปลีกและค้าส่งรวม 113 สาขา เป็นพื้นที่รวม 116,950 ตร.ม. เมื่อรวมกับยอดขายในไทยที่มีมูลค่า 4 หมื่นล้านบาท ยอดขายรวมจึงพุ่งถึง 6 หมื่นล้านบาท
อัศวิน กล่าวอีกว่า บีเจซีถือเป็น 1 ใน 5 ของทุนไทยรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม การตั้งฐานครั้งนี้จะช่วยทำให้ขยายไปยังลาวและกัมพูชาได้สะดวกยิ่งขึ้น นั่นหมายถึงบีเจซีมีความพร้อมในการสยายปีกทั่วอินโดจีน
ตามวิสัยทัศน์ของท่านประธานเจริญและคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ที่ให้สร้างแพลตฟอร์มให้คนทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าให้ครอบคลุมทุกช่องทาง นอกจากนี้ต้องการให้บีเจซีมีเครือข่ายการค้าที่ครอบคลุม เริ่มทำเครือข่ายร้านค้าก่อน แล้วค่อยคิดสร้างหรือซื้อโรงงาน สิ่งนี้ท่านประธานเจริญคิดมากว่า 10 ปี
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการสร้างอาณาจักรในแถบอินโดจีน เพราะปัจจุบันสัดส่วนยอดขายในต่างประเทศของบีเจซีมีเพียง 20% ยังเหลืออีก 30% นั่นก็คือการหาซื้อกิจการใหม่ๆ เพื่อต่อจิ๊กซอว์ซัพพลายเชนทั่วอาเซียนให้ครบถ้วนนั่นเอง







