
ความเสี่ยงด้าน Geopolitics หนุนการแข็งค่าของสินทรัพย์ปลอดภัย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหว
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.50 ซึ่งถือเป็นกรอบที่อ่อนค่าขึ้นจากสัปดาห์ก่อน หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเสี่ยงด้าน Geopolitics กลับมาเป็นประเด็นให้ตลาดต้องกังวลอีกครั้ง ทั้งประเด็นระหว่างรัสเซียและยูเครน หรือประเด็นจากอิรัก ซึ่งน่าจะยังเห็นแรงกดดันต่อตลาดอย่างต่อเนื่อง และน่าจะส่งผลให้ค่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าอยู่ ประกอบกับในสัปดาห์นี้ ตลาดไทยมีวันหยุดทำการหลายวัน ดังนั้นสภาพคล่องในตลาด Offshore ที่เบาบาง น่าจะทำให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงได้ง่าย
สำหรับประเด็นที่ต้องจับตามองในสัปดาห์นี้ คงต้องติดตามความคืบหน้านโยบายการตอบโต้ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจนั้นจะมีการรายงานตัวเลขดังต่อไปนี้ ตัวเลข GDP จากเศรษฐกิจหลักอย่างยูโรโซน สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น สำหรับไตรมาส 2 ของปี การปล่อยสินเชื่อใหม่ในรูปเงินหยวน ยอดค้าปลีก การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซน และยอดค้าปลีกของสหรัฐ
สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 32.11 และเคลื่อนไหวค่อนข้างมีเสถียรภาพช่วงต้นสัปดาห์ อย่างไรก็ดีการปรับอ่อนค่าลงของเงินบาทเริ่มชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนปะทุขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีการรายงานว่ารัสเซียกำลังจัดตั้งกองทหารใกล้บริเวณชายแดนของยูเครนเพื่อเข้าบุกยึดยูเครน นอกจากนี้รัสเซียยังมีการออกมาตรการมาตอบโต้การคว่ำบาตรของยุโรปและสหรัฐ ด้วยการสั่งห้ามการนำเข้าสินค้าประเภทอาหารหลายรายการ ซึ่งน่าจะส่งผลลบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากกว่าที่เคยมีการคาดการณ์เอาไว้นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณของรัสเซียต่อชาติตะวันตกด้วยว่าอาจจะไม่ยอมที่จะอยู่เฉยๆ อีกต่อไป
ความกังวลดังกล่าวทำให้นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะในตลาดหุ้น และเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นอย่างเงินดอลลาร์ เงินเยน และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งโดยทางอ้อมส่งผลให้ค่าเงินสกุลอื่นๆ อ่อนค่าลง โดยค่าเงินบาทปรับอ่อนค่ามากสุดในรอบสัปดาห์ไปอยู่ที่ 32.33 ก่อนที่จะปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 32.13 ช่วงปลายสัปดาห์ (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)
สำหรับปริมาณการไหลเข้าของเงินทุนในสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นการไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศทั้งจากในตลาดหุ้น เป็นจำนวน 940 ล้านบาท (น่าจะผิดหน่วย รอแหล่งข่าวตอบกลับมาจะไปเปลี่ยนที่ซับค่ะ)และโดยเฉพาะตลาดพันธบัตร เป็นจำนวน 2.98 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดีแรงขายส่วนใหญ่ในตลาดพันธบัตรนั้นมาจากการขายพันธบัตรระยะสั้นกว่า 1 ปีเป็นสำคัญ โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าเงินบาทที่ปรับอ่อนค่า แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าแรงขายจำนวนมาก ไม่ได้ทำให้ดอกเบี้ยการกู้ยืมในตลาดพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นมากนัก เนื่องจากนักลงทุนยังเข้าซื้อเพื่อถือครองพันธบัตรไทย ซึ่งยังถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่
โดยหุ้นกู้ตลาดรองในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีปริมาณการซื้อขายที่มากต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนๆ อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ในตลาดรองมีการปรับตัวลดลงอย่างมาก ตามอัตราผลตอบแทนที่ลดลงอย่างรวดเร็วของพันธบัตรรัฐบาล โดยอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุตั้งแต่ 7 ปี ถึง 10 ปี มีการปรับลดลง 0.05% หุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ A+ ถึง AA- อายุประมาณ 7 ปี มีการซื้อขายอยู่ในช่วงอัตราผลตอบแทน 4.4-4.45% ขณะที่ในตลาดแรกนั้น มีการออกเสนอขายหุ้นกู้กลุ่มพลังงาน อันดับเครดิต AA อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.5% จำนวน 1 หมื่นล้านบาท เสนอขายต่อผู้ลงทุนรายย่อย และหุ้นกู้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม อันดับเครดิต A อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.25% จำนวน 1,000 ล้านบาท เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่







