
อัดฉีดสินเชื่อซับน้ำตา 5 พันล้าน
หลังเหตุการณ์ความร้ายแรงต่างๆ ได้ผ่านพ้นไป ทำให้ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงเร่งรัดหาแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 19 พ.ค.
โดยมีมาตรการที่สำคัญ ได้แก่ การผลักดันสถาบันการเงินเฉพาะกิจปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีแบงก์ (ธพว.) ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้โครงการสินเชื่อเอสเอ็มอี พาวเวอร์ เพื่อวันใหม่ วงเงินก้อนแรก 5,000 ล้านบาท
เงื่อนไขคือปล่อยกู้สูงสุดต่อรายได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท มีระยะเวลาปลอดชำระเงินต้น 2 ปี แยกเป็นกรณีผู้ประกอบการที่ถูกไฟไหม้ สามารถยื่นกู้ 3 แสนบาทแรก 0% และอีก 7 แสนบาทหลัง จ่ายดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเช่น ยอดขายตก ขาดสภาพคล่อง สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ย 3%
สามารถยื่นเรื่องขอสินเชื่อได้ 4 จุด ได้แก่ ที่เอสเอ็มอีแบงก์ สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน สยามพารากอน ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และที่ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า เบื้องต้นคาดว่าวงเงินกู้ดังกล่าวจะสามารถปล่อยกู้ได้ทั้งหมดภายในเดือน มิ.ย.นี้
ด้านนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2553 ว่ายังคงมีอัตราการขยายตัวไว้ตามเดิมคือที่ 3.54.5% แม้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ถึง 12% ซึ่งน่าจะมีผลทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวได้ถึง 67% แต่เนื่องจากผลกระทบของความไม่สงบทางการเมืองต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เกรงว่าน่าจะเริ่มมีการติดลบอีกครั้งได้ในไตรมาส 3 และติดลบมากขึ้นได้ในไตรมาส 4 หากรัฐบาลไม่เร่งรัดเรื่องการสร้างความเชื่อมั่น เพื่อนำไปสู่การบริโภคและการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองและเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นกว่า 70 วัน ว่า ทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 1.45 แสนล้านบาท หรือราว 1.1% ของจีดีพี แยกเป็นผลกระทบด้านการบริโภคของภาคครัวเรือนประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท และผลกระทบด้านการลงทุนกว่า 6 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยีงส่วผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มได้รับผลกระทบตั้งแต่เดือนเม.ย.ลดลง 4.2% ต่อเนื่องไปถึงเดือน พ.ค. ที่ยอดนักท่องเที่ยวลดลง 14.5% หรือ 9 แสนคน และคาดว่าน่าจะลดลง 20% ในไตรมาสที่ 3 รวมทั้งปีนักท่องเที่ยวน่าจะหายไปจาก 15.5 ล้านคน เหลือ 14 ล้านคน หรือลดลง 0.2% หรือสูญเสียรายได้ 5.2 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม สศค. ยังคงประมาณการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2553 ไว้ที่ระดับเดิมคือที่ 4
– 5 %สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไปนั้น กระทรวงการคลังมีแนวคิดกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยจะหารือกับกรมสรรพากรเรื่องการเพิ่มค่าลดหย่อนให้กับประชาชนผู้เสียภาษีประเภทบุคคลธรรมดา โดยให้สามารถนำใบเสร็จค่าที่พักโรงแรมหรือค่าเครื่องบินมาใช้เป็นหลักฐานในการหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริโภคในประเทศมากขึ้น
ต่างชาติทิ้งหุ้น 4 วันกว่า 2 หมื่นล้าน
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเปิดซื้อขาย 4 วันทำการ (2427 พ.ค.) หลังเหตุการณ์ชุมนุมและจลาจลทั่วกรุงเทพฯ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และไม่เพียงปัญหาในประเทศเท่านั้น ปัญหาการเงินในประเทศกรีซส่งผลให้ต่างชาติปรับพอร์ตการลงทุนทั่วตลาดหุ้นเอเชียและไทย
สำหรับตลาดหุ้นไทยวันที่ 27 พ.ค. ฟื้นตัวเล็กน้อย ดัชนี ปิดที่ระดับ 737.28 จุด เพิ่มขึ้น 8.34 จุด มูลค่าซื้อขาย 22,307.76 ล้านบาท ต่างชาติขาย 3,195.72 ล้านบาท
หากนับรวมดัชนีช่วง 4 วันที่ผ่านมา ปรับตัวลงจากระดับ 765.54 จุด (19 พ.ค.) มาอยู่ที่ระดับ 737 จุด หรือลดลง 28.26 จุด 3.69% รวมการขายของต่างชาติ 20,737 ล้านบาท
ด้านหุ้นน้องใหม่ ไซเบอร์แพลนเน็ต (CYBER) ที่ฝ่าสมรภูมิหุ้นแดงเดือด เข้าซื้อขายหลังควันไฟมอดเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึงจะปิดพ้นจองได้ แต่ก็พ้นแบบปริ่มๆ เพราะระหว่างวันทำราคาขึ้นไปถึง 1.79 บาท ให้กำไรคนจอง 19 สตางค์ แต่ท้ายตลาดไหลลงมาปิด 1.63 บาท พ้นจองเพียง 0.03 บาทเท่านั้น
ท่ามกลางข่าวร้ายการลงทุน ก็มีข่าวดีที่ตลาดหลักทรัพย์ได้ผู้ชนะการประมูลซื้อที่ดินร่วม 10 ไร่ บนถนนรัชดาฯ ซึ่งผู้ที่ชนะประมูลราคาสูงสุดคือ บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ (เอไอเอ) มูลค่าประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยเอไอเอจะร่วมพัฒนาศูนย์ธุรกิจตลาดทุนกับตลาดหลักทรัพย์
ฟากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กล่าวโทษนายวิชัย ชัยสถาพร ประธานกรรมการและกรรมการผู้อำนวยการ รวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท นิปปอนแพ็ค (NIPPON) ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เนื่องจากทุจริตยักยอกทรัพย์บริษัท 179 ล้านบาท รวมทั้งปลอมแปลงเอกสาร ลงบัญชีเท็จ ระหว่างปี 25512552 ที่นายวิชัยเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงานและได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของบริษัทอย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ได้ออกคู่มือที่ระบุคุณสมบัติและข้อห้ามการเป็นผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน ( บจ. ) ออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ซี่งมีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริตของผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่







