
เปิดแผนฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบงก์
ขอคลังประมูลขายเอ็นพีแอล2หมื่นล.ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิเพิ่มเงินกองทุนขั้น2
ขอคลังประมูลขายเอ็นพีแอล2หมื่นล.ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิเพิ่มเงินกองทุนขั้น2
นางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์ว่า ธนาคารมีมติส่งแผนฟื้นฟูธนาคารให้กับกระทรวงการคลังก่อนวันที่ 21 ส.ค.นี้ โดยมีแผนจัดการสินเชื่อที่ไม่ก่อรายได้(เอ็นพีแอล) ที่มีอยู่ 3.4 หมื่นล้นบาทโดยเสนอเปิดประมูลขายลูกหนี้กลุ่มที่ดำเนินธุรกิจไม่ไหวและไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ 2 หมื่นล้านบาทให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ โดยจะดำเนินการให้เร็วที่สุด
สำหรับส่วนที่เหลืออีก 1.4 หมื่นล้านบาท เป็นธุรกิจที่ยังไปได้ จึงจะใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้เพื่อแก้ไขให้กลับมาเป็นหนี้ที่สร้างรายได้ให้กับธนาคาร
"การขายเอ็นพีแอลคงจะแบ่งขายเป็นกองย่อย เนื่องจากจะขายได้ง่ายกว่าและคาดว่าราคาที่ขายได้จะไม่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน" นางสาลินี กล่าว
นอกจากนี้ ธนาคารได้จัดกลุ่มลูกหนี้ตามสถานะ โดยกลุ่มสินเชื่อคุณภาพอ่อนต้องมีกระบวนการดูแลอย่างใกล้ชิด แบ่งเป็น ลูกหนี้ที่ค้างนาน ไม่ดำเนินธุรกิจและไม่มีความสามารถในการชำระหนี้หรือเคยได้รับโอกาสปรับโครงสร้างหนี้มาหลายครั้ง ซึ่งต้องรอให้กระทรวงการคลังอนุมัติก่อน
ประธานบอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวต่อไปว่า การปล่อยสินเชื่อช่วง6 เดือนของปี 2557 ที่ผ่านมา อนุมัติสินเชื่อใหม่เพียง 5,684 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อรวมอยู่ที่ 8.8 หมื่นล้านบาทซึ่งพบว่ามีการล่าช้าในการพิจารณา จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพและมีกลไกคานอำนาจที่ได้มาตรฐาน เพราะหากเข้มงวดจนเกินไปก็ไม่เป็นการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี โดยธนาคารมีสภาพคล่องเพียงพอ แต่ยังมีความไม่สมดุล เพราะการปล่อยกู้ระยะยาว แต่แหล่งเงินทุนระยะสั้นหากปรับปรุงได้จะเป็นเรื่องที่ดี
นางสาลินี กล่าวว่า หลังจากที่มีการฟื้นฟูกิจการในระดับหนึ่งแล้ว ธนาคารจะขอกระทรวงการคลังออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิระยะยาว เพื่อช่วยเพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 2 ไม่ส่งผลให้เป็นภาระต่อกระทรวงการคลังมากเกินไป ส่วนการเพิ่มทุนก็เป็นไปตามที่คลังได้เคยอนุมัติไว้ให้ 2,000 ล้านบาท
ปัจจุบันสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ของธนาคารอยู่ที่ 7% ต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กำหนดไว้ที่ 8.5% อย่างไรก็ตามคลังยังเดินหน้าเพิ่มทุน 2,000 ล้านบาทต่อไปภายในปีนี้
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการย่อย 5 ชุด แบ่งเป็น คณะกรรมการบริหาร ที่มีนางพรรณขนิตตาบุญครอง เป็นประธาน คณะกรรมการตรวจสอบ มีนายอัษฎางค์ เชี่ยวธาดา เป็นประธาน คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงมีนายลวรรณ แสงสนิท เป็นประธาน คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อสรรหากรรมการผู้จัดการคนใหม่ และคณะกรรมการฟื้นฟูโดยจะขอกระทรวงการคลังปรับแผนฟื้นฟูใหม่ที่มีอยู่ 4 เรื่องการบริหารจัดการลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่เป็นเอ็นพีแอล และที่มียอดค้างชำระไม่ถึง 3 เดือน







