
AEC อนาคตที่กำลังไล่ล่าคนไทย
ประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังนับถอยหลังสู่ปี 2558 ซึ่งเป็นปีเชิงสัญลักษณ์แห่งการเป็นประชาคมเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ได้ระบุไว้ในพิมพ์เขียว (Blueprint) 4 ข้อ ได้แก่ การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน การเป็นภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขัน การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน และการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก
ประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังนับถอยหลังสู่ปี 2558 ซึ่งเป็นปีเชิงสัญลักษณ์แห่งการเป็นประชาคมเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ได้ระบุไว้ในพิมพ์เขียว (Blueprint) 4 ข้อ ได้แก่ การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน การเป็นภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขัน การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน และการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก
มีคำถามเกิดขึ้นหลายเวทีการสัมมนาว่า คนไทยพร้อมมากน้อยแค่ไหนกับการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน? เพื่อตอบคำถามดังกล่าวบทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงประเด็นแห่งโอกาสและความท้าทายภายใต้ AEC
AEC มาพร้อมกับโอกาสการค้าชายแดนที่เปิดกว้างขึ้น ทั้งการลดภาษีนำเข้าของประเทศเพื่อนบ้านที่ชายแดนติดกัน การอำนวยความสะดวกทางการค้าที่มากขึ้น เศรษฐกิจของเพื่อนบ้านที่กำลังเติบโตสร้างความต้องการสินค้าทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าปัจจัยการผลิตขั้นกลางและขั้นต้น
ปัจจุบันไทยส่งออกไปอาเซียนประมาณ 30% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่เขตแดนติดต่อกัน ประกอบด้วย พม่า สปป.ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นถึงยอด 1 ล้านล้านบาท ได้ภายในปี 2558 เพราะเศรษฐกิจเพื่อนบ้านกำลังเติบโตได้ดี ประกอบกับนโยบายปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนทั้งการค้าและการลงทุน บรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นนำไปสู่การค้าขายกันมากขึ้น
ถ้าพิจารณารายการสินค้าที่ส่งออกผ่านการค้าชายแดน พบว่าโครงสร้างการส่งออกไม่ต่างจากการส่งออกไปประเทศพัฒนาแล้วที่อาศัยการขนส่งผ่านท่าเรือ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง กล่าวคือ สินค้าส่งออกยังคงเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ประกอบด้วย น้ำมันที่ผ่านการกลั่นแล้ว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ สินค้าเหล่านี้คนไทยแถบชายแดนได้ประโยชน์เพียงในฐานะเป็นพ่อค้าคนกลางซึ่งมีจำนวนน้อย ไม่ใช่ผู้ผลิต ไม่ได้ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น และโรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม เป็นกิจการขนาดใหญ่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้กระจายไปยังท้องถิ่นมากที่ควร
โจทย์ใหญ่ของการพัฒนาค้าชายแดน คือ ทำอย่างไรให้คนไทยในท้องถิ่นแถบชายแดนได้ประโยชน์มากขึ้นจากการพัฒนาการค้าชายแดน
คำตอบนั้นต้องมิใช่เพียงการพัฒนากายภาพที่เน้นด่านศุลกากรและโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาศักยภาพคนไทยแถบชายแดนให้เป็นนักธุรกิจชายแดนได้ โดยต้องพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งขนาดจิ๋ว วิสาหกิจชุมชน ชาวบ้านที่รวมตัวกันผลิตสินค้า OTOP ให้ยกระดับศักยภาพจากการเป็นผู้ผลิตมาเป็นผู้ส่งออก หรือเป็นผู้ประกอบการระหว่างประเทศที่สามารถผลิตและส่งออกสินค้าผ่านด่านการค้าชายแดนที่มีอยู่ 94 ด่าน ใน 31 จังหวัดทั่วประเทศ ไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตและขยายตัวได้
คนไทยภายใต้ AEC มิใช่เพียงมีศักยภาพในการผลิตเท่านั้น ต้องมีศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศด้วย ต้องมีความรู้และทักษะทั้งด้านการบริหารจัดการ การตลาดระหว่างประเทศ การเงินระหว่างประเทศ เข้าใจการนำเข้าส่งออก เจรจาธุรกิจระหว่างประเทศได้ มีความคิดสร้างสรรค์และมองโอกาสออก สามารถรวมตัวกันเป็นคลัสเตอร์เพื่อแสวงหาโอกาสที่เปิดกว้างจากการเป็น AEC ได้
ผลักดันให้สินค้าอาหารแปรรูป ยาสมุนไพร หรือสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบท้องถิ่นโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาสากลได้อย่างลงตัว เพื่อส่งออกไปยังตลาดเพื่อนบ้าน โดยอาศัยความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมและรสนิยมการอุปโภคบริโภคที่ไม่แตกต่างกันมากนักเป็นต้นทุน
ด้านมูลค่าการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศยังน้อยมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน กรณีมาเลเซีย ยอดคงค้างการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศมีสัดส่วนสูงถึง 40% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในขณะที่ไทยมีสัดส่วนเพียง 7% และการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยขาดศักยภาพในการลงทุนในต่างประเทศ
โจทย์ใหญ่ด้านการลงทุน คือ การพัฒนาศักยภาพและยกระดับความพร้อมของผู้ประกอบการไทยให้สามารถประกอบธุรกิจร่วมกับนักธุรกิจประเทศเพื่อนบ้าน สามารถรวมตัวกันในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ แสวงหาความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับนักธุรกิจประเทศเพื่อนบ้านได้ ร่วมลงทุนผลิตสินค้าและบริการในประเทศเพื่อนบ้าน ใช้จุดแข็งของคนไทยและประเทศเพื่อนบ้านสร้างรายได้กลับประเทศได้เหมือนที่นักธุรกิจเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตตั้งแต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ความสำเร็จของมิติด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ภาครัฐต้องให้ความช่วยเหลือภายใต้การกำหนดความต้องการที่ชัดเจนของผู้ประกอบการที่รวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง
ภายใต้การก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประตูแห่งโอกาสและความท้าทายเปิดกว้างพร้อมกัน คนไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพรองรับโอกาส อันดับแรกต้องเร่งเติมองค์ความรู้ให้ตนเอง อย่าให้ AEC เป็นอนาคตที่ไล่ล่าเรา







