
สมาคมท่อโลหะฯวอนทบทวนเซฟการ์ดเหล็ก
สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะฯร้อง คสช.ทบทวนนำเข้าเหล็ก ชี้เปิดช่องผู้ผลิตเหล็กรีดร้อนในประเทศผูกขาด
สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะฯร้อง คสช.ทบทวนนำเข้าเหล็ก ชี้เปิดช่องผู้ผลิตเหล็กรีดร้อนในประเทศผูกขาด
นายวรุณชัย ลีกาญจนกร เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น ในฐานะตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปเหล็กแผ่นในประเทศที่มีสมาชิก 3-4 ราย ได้แถลงเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทบทวนมาตรการปกป้องการนำเข้าเหล็กหรือมาตรการเซฟการ์ด (Safegard) จากต่างประเทศ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน 2 รายใหญ่ คือ บริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี และบริษัท จี สตีล ที่มียอดขายปีละประมาณ 8 หมื่นล้านบาท สามารถปรับราคาขายเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศสูงขึ้นกว่าตลาดโลกถึง 30% โดยราคาในประเทศตันละ 700 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ราคาตลาดโลกอยู่ที่ 520 เหรียญสหรัฐเท่านั้น และการแปรรูปผู้ประกอบการจะบวกต้นทุนอีกตันละ 100 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ส่วนต่างที่ผู้ประกอบการแปรรูปเหล็กแผ่นรับได้ต้องเป็นราคาสูงกว่าตลาดโลกไม่เกิน 5-10%
ทั้งนี้ ผลจากการผูกขาดราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนจะกระทบผู้ประกอบการแปรรูปเหล็กแผ่นยอดขายลดลงแล้ว 20-30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา แม้ สมาคมฯ ยื่นจดหมายคัดค้านการใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนไปยังกระทรวงพาณิชย์แล้ว เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2555 แต่ไม่เป็นผล
ดังนั้น หากสถานการณ์ยังคงต่อเนื่องลักษณะนี้ต่อไปจะทำให้ผู้ใช้เหล็กแปรรูปในอุตสาหกรรมต่างๆ หันไปสั่งนำเข้าจากต่างประเทศแทน โดยเห็นได้จากเหล็กกลุ่มท่อเหล็กมีการนำเข้าตลอดปีที่ผ่านมาถึง 2.5 หมื่นล้านบาท และครึ่งแรกปีนี้นำเข้าแล้ว 1.7 หมื่นล้านบาท การนำเข้าเพิ่มขึ้น 68% ส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย ซึ่งเหล็กแปรรูปจากต่างประเทศบางประเภทมีปัญหาคุณภาพ
นายวรุณชัย กล่าวว่า หากราคาเหล็กรีดร้อนในประเทศยังเป็นอย่างนี้ต่อไปผู้ประกอบการแปรรูปเหล็กแผ่น อาจต้องปรับลดพนักงาน
ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท สหวิริยา สตีลอินดัสตรี เปิดเผยว่า ขอยืนยันราคาเหล็กในประเทศที่ผ่านมา ปรับราคาขึ้นน้อยมาก และที่ผ่านมาขายเป็นเหล็กรูปพรรณสำหรับก่อสร้างน้อย เบื้องต้นเชื่อว่าเรื่องที่อ้างราคาเหล็กในประเทศขึ้นสูงมาก เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา เพื่อใช้ไปอ้างให้ทบทวนมาตรการเซฟการ์ดเหล็กมากกว่า
ขณะเดียวกันจะส่งผลกระทบกับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาท ระยะเวลา 8 ปี เนื่องจากเหล็กที่จะในการก่อสร้างโครงการดังกล่าวคิดเป็น 30% หรือประมาณ 7.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการใช้เหล็กรูปพรรณ 40% หรือ 2.88 แสนล้านบาท ซึ่งเหล็กแพงขึ้น 20% จะเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอีก 5.76 หมื่นล้านบาทอีกด้วย
อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศยังคงเป็นแบบนี้ต่อเนื่องไป ผู้ประกอบการแปรรูปเหล็กแผ่นในประเทศ อาจจำเป็นต้องปรับลดพนักงาน และอาจพร้อมใจปิดโรงงานและย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้บางรายย้ายโรงงานไปประเทศเพื่อนบ้านแล้วไปอยู่ในประเทศพม่าเป็นต้น







