
‘ตัน’ต่อท่อน้ำเลี้ยงอาเซียน
ตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการและซีอีโอ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป และ 1 ใน 50 มหาเศรษฐีไทยจากการจัดอันดับของฟอร์บส์ เดินหน้ารุกตลาดเออีซี ดัน “อิชิตัน” เป็นแบรนด์ระดับภูมิภาค ขณะที่เครื่องดื่มรสผลไม้ไบเล่จะเปิดตัวใหม่ไตรมาส 4 ปีนี้ คาดถึงจุดคุ้มทุนอีก 2 ปี ฝันสร้างรายได้ทะลุ 1 หมี่นล้านบาทในปี 2559 จากปีนี้คาดจะได้ 7,000 ล้านบาท
ตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการและซีอีโอ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป และ 1 ใน 50 มหาเศรษฐีไทยจากการจัดอันดับของฟอร์บส์ เดินหน้ารุกตลาดเออีซี ดัน “อิชิตัน” เป็นแบรนด์ระดับภูมิภาค ขณะที่เครื่องดื่มรสผลไม้ไบเล่จะเปิดตัวใหม่ไตรมาส 4 ปีนี้ คาดถึงจุดคุ้มทุนอีก 2 ปี ฝันสร้างรายได้ทะลุ 1 หมี่นล้านบาทในปี 2559 จากปีนี้คาดจะได้ 7,000 ล้านบาท
ตัน ผู้ก่อตั้งอิชิตันกรุ๊ป ในปี 2553 ติดอันดับ 34 จาก 50 อันดับมหาเศรษฐีประเทศไทย ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 2.09 หมื่นล้านบาท บอกว่าแนวทางของบริษัทจากนี้จะเน้นทำธุรกิจที่ชำนาญคือ เครื่องดื่ม
Forbes Thailand ฉบับเดือน ส.ค. รายงานว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เป็นโอกาสของอิชิตัน กรุ๊ป จะเข้าไปมีบทบาทในตลาดชาเขียวพร้อมดื่มในประเทศเพื่อนบ้าน ขยายตลาดที่มีประชากรรวมถึง 600 ล้านคน และปัจจุบันนี้ตลาดนี้ยังไม่มีแบรนด์ชาเขียวพร้อมดื่มใดๆ ที่ครองตลาดนี้อย่างสมบูรณ์ มีเพียงแบรนด์ท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ ปัจจุบันมีความพร้อมมากทั้งเรื่องเงินทุนและความแข็งแรงของแบรนด์ที่จะไปบุกตลาดเหล่านี้ โดยจะเลือกไปประเทศที่มีประชากรมาก มีอากาศร้อน เพราะต้องการขายในจำนวนมากให้คุ้มกับลงทุน
“ในตลาดเออีซีทุกอย่างสร้างได้ เราสร้าง(แบรนด์)ที่นี่ได้ ก็สร้างที่นั่นได้ แต่สร้างที่นี่ใช้เงินน้อยกว่า...เราแข็งแรงแล้ว พอมีเงินที่จะไป...จุดแข็งและจุดอ่อนเป็นจุดเดียวกัน เขา(คู่แข่ง)มีจุดแข็ง เขาก็มีจุดอ่อน มันมีโอกาสในวิกฤต และมีวิกฤตในโอกาสในเวลาเดียวกัน”
สำหรับเครื่องดื่มไบเล่ที่มีอายุเกือบ 100 ปี ตัน กล่าวว่า จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการไตรมาส 4 ภาพลักษณ์ของไบเล่จะถูกรีแบรนด์ใหม่ให้ทันสมัยขึ้นเพื่อขยายกลุ่มลูกค้า สำหรับแผนการตลาด ตันจะไม่ใช้ตัวเองโปรโมตสินค้าเหมือนกับชาเขียวที่เคยทำมา โดยจะใช้ศักยภาพของที่มีอยู่ช่วยสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา เช่น ใช้ฐานแฟนคลับ และฐานลูกค้า เป็นต้นคาด 2 ปีจะคุ้มทุนสำหรับตลาดในไทยที่ใช้งบซื้อมา 240 ล้านบาทแบบตลอดชีพ (แบ่งเป็น 10 ล้านบาท ซื้อสูตร 3 เครื่องดื่ม 80 ล้านบาท สิทธิเครื่องหมายการค้าในไทย 150 ล้านบาท สิทธิเครื่องหมายการค้าใน 15 ประเทศ)“คุณตันไม่เท่ากับน้ำผลไม้ แต่ไบเล่เท่ากับน้ำส้มบวกน้ำผลไม้...ผมไม่เป็นพรีเซ็นเตอร์ของไบเล่แน่นอน เพราะสิ่งที่ไบเล่ต้องการคือความทันสมัยขึ้น”
เมื่อกลางพฤษภาคม ตันแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ซื้อไบเล่ย์มาในราคา 240 ล้านบาท ซึ่งรวมไปด้วย 10 ล้านบาทสำหรับค่าสูตร 3 เครื่องดื่ม, 80 ล้านบาทเป็นสิทธิเครื่องหมายการค้าในไทย และ150 ล้านเป็นสิทธิเครื่องหมายการค้าใน 15 ประเทศ ซึ่งตันบอกว่า มันคุ้มค่ามาก สำหรับในตลาดต่างประเทศ ถ้าตลาดไหนไม่มีอนาคต บริษัทก็เลือกที่จะขายแบรนด์เพื่อทำกำไรหรืออาจขายสิทธ์ในการทำแบรนด์ ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็คืนทุนเช่นกัน
ตันมองว่า ไบเล่ย์ยังเติบโตได้อีกมาก บริษัทสามารถต่อยอดสินค้าในกลุ่มนี้ออกไปได้อีก การได้สิทธิ์เป็นเจ้าของตลอดชีพทำให้บริษัททำอะไรได้มาก โดยเฉพาะสามารถตัดสินใจได้ง่ายและเร็วเมื่อต้องการทำ ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากเจ้าของแบรนด์
บริษัทมองว่าตลาดชาเขียวพร้อมดื่มยังเติบโตได้อีก เนื่องการบริโภคยังค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ คาดอีก 4-5 ปีข้างหน้าตลาดนี้น่าจะมีมูลค่ามากถึง 4 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่มากกว่า 19.8 หมื่นบาท ในช่วงที่ผ่านมาระหว่างปี 2553-2556 มันมีอัตราการเติบโตอย่างน้อยปีละ 20% ตลาดในปีนี้จะมีการแข่งขันรุนแรงขึ้น เนื่องจากรายเก่าและรายใหม่เร่งทำตลาด พร้อมกับมีแบรนด์ใหม่ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาในตลาดอีกด้วย
ท่ามกลางข้อสงสัยว่า อิชิตัน เป็น “หุ้นปั่น” ที่ราคาขึ้นลงเร็ว ตันบอกว่าหุ้นขึ้นลงไม่เกี่ยวกับเขาและมันก็ควบคุมมันไม่ได้ ส่วนตัวเขาเองก็ไม่ได้เป็นเป็นคนเล่นหุ้น ไม่มีเวลาดูหุ้น ทั้งหมดมันเป็นความ “บังเอิญ” มากกว่าเพราะเข้ามาในช่วงภาวะตลาดดี เห็นได้จากช่วงนี้หุ้นบางตัวขึ้นขึ้น 23 เท่า โดยรวมอยากให้นักลงทุนมองอิชิตันในระยะยาวมากกว่า
“การที่หุ้นสูงเป็นภาระของความรับผิดชอบของผม ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมชอบนะ อย่าดีใจ เราไม่ได้เป็นนักเล่นหุ้น เราเป็นนักธุรกิจ ไม่ได้ซื้อขายหุ้น ธุรกิจต้องมีผลตอบแทนที่ดี เสมอภาคให้กับผู้ถือหุ้น มันยากที่จะทำอย่างนี้ แต่มันเป็นภาระหน้าที่...การเติบโต (บริษัท) เป็นความตั้งใจ เป็นเป้าหมายของเรา แต่ไม่ได้บอกได้ว่าทำได้แน่ๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ ทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ แต่เราเชื่อว่าเราทำได้ มีกำลัง ศรัทธา แต่เราไม่ guarantee”







