
จดสิทธิเครื่องหมายการค้าสกัดเลียนแบบในจีน
แม้จีนจะเป็นชาติคู่ค้าชาติสำคัญของอาเซียน แต่จีนก็ขึ้นชื่อว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุดในโลก เพราะมีเครือข่ายการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (ไอพี) ขนาดใหญ่ จนทำให้เกิดการปลอมแปลงสินค้าจำนวนมาก
แม้จีนจะเป็นชาติคู่ค้าชาติสำคัญของอาเซียน แต่จีนก็ขึ้นชื่อว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุดในโลก เพราะมีเครือข่ายการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (ไอพี) ขนาดใหญ่ จนทำให้เกิดการปลอมแปลงสินค้าจำนวนมาก
ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง บอกว่า จากการประเมินตัวเลขธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของจีน เชื่อว่ามีอยู่ประมาณ 15-20% ของจีดีพีจีน หรือราว 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
“ผู้ประกอบการไทยเองก็โดนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในจีนเป็นประจำ ตั้งแต่ทำงานที่จีน มีคนไทยเข้ามาร้องเรียนกับเราอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง”
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจจะบุกตลาดจีน ต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนสร้างแบรนด์ เพราะหากคนจีนเห็นแบรนด์ก่อน ก็อาจนำไปจดก่อน และกลายเป็นปัญหาตามมา
ประสิทธิ์ สมเนตร์ ผู้จัดการสำนักกฎหมาย บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง เล่าว่า สินค้าปลอมในจีนมีไม่มาก แต่สินค้าลอกเลียนเข้าข่ายมีจำนวน “มหาศาล” เช่น เครื่องหมายการค้าของบริษัทถูกลอกเลียนหลากหลายรูปแบบ วัวตัวเล็กลงบ้าง หันหน้าไปคนละทางบ้าง เปลี่ยนชนิดสัตว์ไปเลยบ้าง
ปัจจุบันกระทิงแดงยื่นเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของผู้ลอกเลียนแบบไม่น้อยกว่า 37 ราย วิธีที่ใช้อ้างมากที่สุด คือ เขาไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้ามานานกว่า 3 ปี อัตราสำเร็จของเหตุผลดังกล่าวสูงถึง60% สูงกว่าการอ้างด้วยวิธีอื่นๆ
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในจีนมี 4 องค์ประกอบที่ต้องพิจารณา คือ 1.ภาพสัญลักษณ์ของเครื่องหมายการค้า 2.ชื่อภาษาอังกฤษ 3.ชื่อภาษาจีน 4.ตัวฉลากสินค้า อย่างไรก็ดี เวลาจดทะเบียนจริงมักมีปัญหาตามมามาก เพราะเมื่อก่อนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในจีนคุ้มครองเฉพาะสินค้าปลอม ไม่ครอบคลุมสินค้าลอกเลียนแบบ จึงต้องตั้งคำถามว่าจะต้องจดทะเบียน 4 ข้อข้างต้นแยกเป็นคู่ๆ ด้วยหรือไม่
ทั้งนี้ หากจะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 1 แบบ ต้องเสียค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท ประเภทเครื่องหมายการค้าในจีนยังแบ่งออกได้อีก 45 จำพวก หากจะขยายธุรกิจในระยะ 3 ปี ก็ยังต้องคิดเรื่องเตรียมจดทะเบียนล่วงหน้า
วิธีแก้สำหรับผู้ประกอบการ คือ การค้นคว้าข้อมูลด้วยตัวเองก่อน จากนั้นหาบริษัทที่ปรึกษากฎหมายไทยและหาที่ปรึกษากฎหมายจีนมาทำงานร่วมกัน คอยตรวจค้นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
“แบรนด์คือสิ่งที่ทวีมูลค่าได้มหาศาลไม่จบไม่สิ้น ถ้าเราไม่ปกป้อง ปัญหาที่ตามมาจะเต็มไปหมด เราต้องเริ่มต้นจดทะเบียนสร้างสิทธิ อย่างน้อยก็ในประเภทสินค้าที่เราจะขยายก่อน”
ด้าน สัตยะพล สัจจเดชะ นายกสมาคมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทย บอกว่า ผู้ประกอบการควรใช้กำไร 5% เพื่อเฝ้าระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสินค้าของตัวเอง ผู้ที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่บริษัท แต่รวมถึงคู่ค้าในจีนและประเทศต่างๆ ด้วย
“จีนเป็นฐานผลิตสินค้าหลายประเภท แม้เราไม่มีธุรกิจในจีน ก็ต้องไปจดทะเบียนไว้ เพราะสินค้าที่ละเมิดไปสู่ประเทศอื่น อาจส่งออกมาจากจีนก็ได้”
นอกจากนี้ ต้องจดทะเบียนกับกรมศุลกากรจีนเพิ่มเติม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตามด่านต่างๆ คอยช่วยกักสินค้าปลอมและลอกเลียนแบบสินค้าเราให้ด้วย
สำหรับภาพรวมการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในอาเซียนและเอเชียยังไม่สูงมากนัก โดยลาว กัมพูชา และเวียดนาม เสียค่าจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าละไม่เกิน 1,000 เหรียญสหรัฐ ขณะที่พม่าเสียค่าจดทะเบียนและค่าประกาศลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรวม 1,200 เหรียญสหรัฐ มีเพียงญี่ปุ่นที่ค่าจดทะเบียนสูงกว่าประเทศอื่น อย่างไรก็ดี หากมีการจดทะเบียนหลายประเทศสามารถต่อรองลดราคาค่าจดทะเบียนได้







