
เนื้อหาย
ในขณะที่หลายบริษัทในหลากธุรกิจกำลังคิดว่าพม่า “เนื้อหอม” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท เอเอ็นเอ โฮลดิ้งส์ เจ้าของสายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส ของญี่ปุ่น ประกาศล้มเลิกแผนการลงทุนธุรกิจสายการบินในพม่า
ในขณะที่หลายบริษัทในหลากธุรกิจกำลังคิดว่าพม่า “เนื้อหอม” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท เอเอ็นเอ โฮลดิ้งส์ เจ้าของสายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส ของญี่ปุ่น ประกาศล้มเลิกแผนการลงทุนธุรกิจสายการบินในพม่า
สำนักข่าวอิรวดีของพม่ารายงานว่า เมื่อปี 2556 เอเอ็นเอเคยประกาศแผนลงทุน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเข้าถือหุ้นจำนวน 49% ในบริษัทเอเชี่ยน วิงส์ แอร์เวย์ส (เอดับเบิ้ลยูเอ) ซึ่งเป็นบริษัทสายการบินขนาดเล็กในพม่า แต่แล้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมา กลับบอกลาแผนดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ของตัวเองอย่างชัดเจน
เอเอ็นเอให้เหตุผลว่า การแข่งขันระหว่างสายการบินเก่าและสายการบินใหม่ในพม่ารุนแรงขึ้นอย่างมาก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายนอก และทำให้สงสัยว่าสถานการณ์ในธุรกิจนี้ของพม่ายังเหมือนกับตอนที่ตัดสินใจเมื่อปี 2556 หรือไม่ นอกจากนี้การเจรจากับเอดับเบิ้ลยูเอยังไม่สามารถบรรลุผลได้ด้วย จึงต้องตัดสินใจล้มเลิกแผน
สรุปชัดๆ ก็คือ เดิมที่เคยคิดว่า “เนื้อหอม” ตอนนี้เนื้อก้อนนั้นโดนแย่งกันกิน จนเกิดปรากฏการณ์ “เนื้อหาย”
เรื่องเสี่ยงที่สุดของธุรกิจสายการบิน คือการบินโดยมีที่นั่งเปล่าเหลือเต็มลำ การลงทุนธุรกิจสายการบินในพม่าขณะนี้จึงถูกตั้งคำถามว่า เนื้อมีชิ้นเล็กเกินไปหรือไม่ จำนวนนักท่องเที่ยว นักธุรกิจที่จะเดินทาง จะเติบโตทันหรือเปล่า
หากวิเคราะห์จากพื้นฐาน “นิสัย” ของบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งต้องการความมั่นใจ ความมั่นคง เรื่องดังกล่าวถือว่าไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก
แต่หากวิเคราะห์จากความต้องการเชื่อมสัมพันธ์และแผ่อิทธิพลของเหล่าคู่ค้ายักษ์ใหญ่ทั้งญี่ปุ่น จีน อินเดีย ในอาเซียน ประกอบกับทุนจดทะเบียนของบริษัท เอเอ็นเอ โฮลดิ้งส์ ซึ่งสูงถึง 2.5 หมื่นล้านเยน (เกือบ 8,000 ล้านบาท) การประกาศถอยทัพธุรกิจสายการบิน ซึ่งเป็นธุรกิจที่อำนวยความสะดวกให้คนญี่ปุ่น ถือเป็นการกระทำที่สวนกับแนวทางของชาติและความยิ่งใหญ่ของบริษัท จนแทบสะท้อนภาพมากกว่าคำว่า “ไม่มั่นใจ”
ในสายตาชาวต่างชาติ เขาเรียกประเทศในแถบอาเซียนหลายประเทศว่า “ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่” หมายความว่าประเทศเหล่านี้กำลังเติบโต เป็นที่จับตา เพราะอาจเป็น “เนื้อคู่” ร่วมชีวิตลงทุนทำธุรกิจด้วยในอนาคต
ว่ากันไปตามเนื้อผ้า แค่ 1 ปีเท่านั้น ตลาดแถบนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าที่คิด จนยักษ์ใหญ่ยังต้องถอย ด้วยเหตุนี้จึงอยากให้ทุกท่านลองมองย้อนกลับไปยังธุรกิจของตัวท่านเองก่อนเริ่มลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอีกสักครั้ง (หรือหลายครั้ง) ว่าตลาดธุรกิจของท่านในประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลายเสถียรหรือยัง หากคำตอบคือ “ยัง” แล้วท่านตั้งใจจะลงทุนเมื่อใด ถึงเวลานั้นแล้ว ตลาดจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังปลายผมเส้นสุดท้ายแบบที่เอเอ็นเอเจอหรือไม่
พี่เบิร์ดธงไชย แมคอินไตย์ เคยร้องเพลงท่อนหนึ่งครับว่า “กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง”
ยักษ์ใหญ่อย่างเอเอ็นเอยังโชคดีครับ ที่เดินไปไม่ถึงแต่ยังหาจุดกลับตัวได้ แต่สำหรับท่าน “ยักษ์เล็ก” และ “เล็กกว่ายักษ์” ผมเกรงว่าหากเดินพลาดไปแล้ว จะไม่มีจุดให้กลับตัว
การเติบโตเป็นสิ่งจำเป็นครับ แต่ผมก็ไม่อยากให้ใครเชื่อง่ายๆ ว่าที่นั่นหรือที่นี่เนื้อหอม แล้วลุยแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ
ถ้าเนื้อหอมที่ว่าเป็นเนื้องอกหรือเป็นเนื้อร้าย ตอนเจ็บตัวจากต่างประเทศกลับมาทำคีโม ไม่สนุกแน่ๆ ครับ







