
ปัญหาโทรคมนาคมไทย
ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปยังทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เห็นได้จากการออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปยังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ชะลอโครงการจัดประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และโครงการจัดประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่กำหนดจัดการประมูลกันในช่วงเดือน ส.ค. หรือ ก.ย. 2557
ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปยังทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เห็นได้จากการออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปยังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ชะลอโครงการจัดประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และโครงการจัดประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่กำหนดจัดการประมูลกันในช่วงเดือน ส.ค. หรือ ก.ย. 2557
การชะลอโครงการจัดประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ทั้งสอง ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในกิจการโทรคมนาคมไม่ว่าจะเป็น กสทช. ผู้ให้บริการ ประชาชนผู้ใช้บริการ จะได้หันมาทบทวนถึงสภาพที่เป็นอยู่ในกิจการโทรคมนาคมว่ายังเหมาะสมดีอยู่ หรือถึงเวลาที่จะต้องมีการปฏิรูป หรือปรับปรุง เพื่อนำไปสู่สิ่งที่เหมาะกับกิจการโทรคมนาคมของประเทศมากกว่า
ประเด็นปัญหาสำคัญหนึ่ง ที่เริ่มมีการถกเถียงกันมากขึ้นในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย และควรที่ทุกฝ่ายต้องมาร่วมกันคิดทบทวน คือ เรื่องรูปแบบที่เหมาะสมในการจัดสรรคลื่นความถี่ของประเทศไทยนั้นควรจะเป็นอย่างไร และควรใช้รูปแบบที่เหมาะสมในการจัดสรรคลื่นความถี่ได้มากรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือไม่
ที่ผ่านมาพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 45 ได้กำหนดให้การออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมต้องดำเนินการโดยวิธีการประมูลเท่านั้น ซึ่งจากการจัดประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz (2.1 GHz) สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี ได้ทำให้เราเห็นว่า รูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูล อาจไม่ใช่วิธีการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เหมาะสมกับประเทศไทยเสมอไป แม้รูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูลจะมีจุดดีอยู่ที่สามารถทำรายได้เข้าสู่รัฐได้เป็นจำนวนมาก แต่รายได้จากการจัดประมูลก็มิใช่เป้าหมายหลักของการจัดสรรคลื่นความถี่
ในขณะที่หลายประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม หรือแม้แต่สหภาพกิจการโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union หรือ ITU) ต่างก็เห็นตรงกันว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ที่ดี ควรทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเกิดอรรถประโยชน์ต่อสาธารณะสูงสุด และต้องทำให้สภาพตลาดโทรคมนาคมเกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมภายหลังการประมูลอีกด้วย
เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ข้างต้น จึงไม่ควรกำหนดรูปแบบ หรือวิธีในการจัดสรรคลื่นความถี่ไว้เพียงวิธีการเดียว แต่ควรกำหนดให้องค์กรที่กำกับดูแลการจัดสรรคลื่นความถี่สามารถเลือกวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ได้อย่างยืดหยุ่น
เช่น ในบางช่วงเวลา หากองค์กรที่กำกับดูแลการจัดสรรคลื่นความถี่ เห็นว่า ควรใช้วิธีการเปรียบเทียบข้อเสนอของผู้ประสงค์จะรับใบอนุญาต (Beauty Contest) โดยตั้งราคากลางแล้วให้ผู้ประกอบการแข่งขันเสนอเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐและผู้บริโภคสูงสุดมาประกอบการพิจารณาให้ใบอนุญาต ก็จะทำให้การขอรับใบอนุญาตมีต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป ผู้ให้บริการมีทุนหมุนเวียนในการวางโครงข่ายให้ครอบคลุมผู้ใช้บริการทุกส่วนอย่างรวดเร็ว อันจะนำไปสู่การกำหนดอัตราค่าบริการที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับผู้บริโภคที่เป็นผู้ใช้บริการในที่สุด
ส่วนรัฐจะได้ประโยชน์จากการเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีที่เพิ่มขึ้น ในต่างประเทศครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลกต่างก็ใช้วิธีการจัดสรรคลื่นความถี่แบบ Beauty Contest โดยประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด คือ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างอินโดนีเซียที่เคยใช้การจัดสรรด้วยวิธีการประมูล ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปใช้วิธีการ Beauty Contest เช่นกัน
ประเด็นเรื่องรูปแบบในการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม อาจถือเป็นประเด็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่จะต้องทำการปรับปรุง เพื่อให้องค์กรกำกับดูแลสามารถใช้ดุลพินิจได้อย่างเหมาะสมที่จะเลือกใช้วิธีการจัดสรรที่เหมาะสมกับสภาพในแต่ละช่วงเวลาได้ อันจะทำให้การจัดสรรคลื่นความถี่ตอบโจทย์ หรือเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้







