posttoday
เกษียณสุข ทำอย่างไร (1)

เกษียณสุข ทำอย่างไร (1)

06 สิงหาคม 2557

หลังจากดิฉันได้รับโจทย์ให้เขียนบทความเกี่ยวกับวัยเกษียณ ความคิดในครั้งแรกรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัว

หลังจากดิฉันได้รับโจทย์ให้เขียนบทความเกี่ยวกับวัยเกษียณ ความคิดในครั้งแรกรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัว หากเทียบกับอายุปัจจุบันของดิฉันและจะเขียนได้ดีและมีประโยชน์ไหม แต่พอได้มีเวลาทบทวนหัวข้อใหม่อีกครั้ง ก็พบว่าหัวข้อนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวมากและสิ่งที่ดิฉันวางแผนและทำในปัจจุบัน แท้จริงแล้วมันก็เป็นการเตรียมพร้อมรับวัยเกษียณแบบกรายๆ นี่เอง ประกอบกับได้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งต่างๆ รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ของดิฉันเองซึ่งก็อยู่ในวัยเกษียณเช่นเดียวกัน จึงรวบรวมสิ่งต่างๆ เพื่อมาแบ่งปันรูปแบบการเตรียมพร้อมและใช้ชีวิตอย่างมีสุขในยามเกษียณ ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับ Lifestyle ของแต่ละบุคคล ซึ่งคงต้องไปปรับใช้ให้เหมาะสม

สังคมไทยทุกวันนี้ คนหนุ่มสาวมักจะแต่งงานช้าลง แต่งงานน้อยลง ทำให้มีลูกช้าลงไปด้วย ในขณะที่อีกหลายครอบครัวยุคใหม่ก็ไม่ต้องการมีลูก การที่จะมาหวังพึ่งพาให้ลูกหลานเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าจึงเป็นเรื่องยากกว่าเมื่ออดีต ชะดีชะร้อยยามเกษียณแล้ว ลูกๆ อาจจะยังต้องพึ่งพาเราอยู่ด้วยซ้ำ

สภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ว่าปริมาณประชากรไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในปี 2568 จะมีสัดส่วนเพิ่มเป็นร้อยละ 20 ของประชากรไทยเทียบกับปี 2543 ที่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 9.4 ซึ่งก็หมายความว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดยสมบูรณ์แบบนั่นเอง

มาถึงตรงนี้บางคนอาจจะสงสัยนิยามของ “สังคมผู้สูงอายุ” ว่าเป็นอย่างไร

ตามนิยามของสหประชาชาติ เมื่อประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นสัดส่วนเกินร้อยละ 10 หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 7 ให้ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เมื่อสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 และ 14 ตามลำดับ (สำหรับประเทศไทยเกณฑ์การเกษียณอายุโดยทั่วไปคือ 60 ปี และใน พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ก็ให้คำนิยามไว้ว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป)

จากแนวโน้มโครงสร้างประชากรไทยดังกล่าว ทำให้หน่วยงานราชการต่างๆ รวมทั้งสื่อมวลชนต่างพากันออกมาแสดงความกังวลกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการกระตุ้นเตือนและเตรียมพร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ในอนาคต และในฐานะที่ดิฉันและอีกหลายๆ ท่านที่กำลังอ่านบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ก็ต้องคิดว่า “จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้ตัวเราเป็นหนึ่งในภาระของสังคมและภาระของลูกหลานเราในอนาคตได้”

นั่นสิ แล้วจะทำยังไงล่ะ

คำตอบก็คือ “เตรียมพร้อม”

แต่คำว่าเตรียมพร้อมน่ะ พูดง่าย ทำยาก รึเปล่า มาดูกันค่ะ

1.เตรียมใจ ในการเข้าสู่วัยเกษียณ คนมักจะเหงา เครียดและกังวล เพราะจากคนที่ต้องตื่นเช้าแต่งตัวไปทำงานทุกวัน พอเกษียณแล้วจะเหมือนไม่มีค่า ไม่มีอะไรทำ แต่ถ้าคิดแบบนั้นก็จะยิ่งทำให้เราไม่มีความสุขเข้าไปใหญ่ ทำไมเราไม่เปลี่ยนมุมมองใหม่ล่ะคะ เพราะพอเราเกษียณก็จะมีเวลามากขึ้นไม่ต้องเร่งรีบ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำในช่วงยังทำงานอยู่แต่ไม่มีเวลา เช่น อ่านหนังสือกองโตที่ซื้อมาในช่วงก่อนเกษียณแต่ไม่มีเวลาอ่าน เดินทางท่องเที่ยว ได้เข้าเรียนอะไรที่ไม่เคยเรียน อย่างเช่น ดนตรี ศิลปะ วาดภาพ หรือจะอาสาเป็นตัวแทนลูกบ้านในหมู่บ้านที่เราอยู่เพื่อร่วมพัฒนาชุมชน เป็นต้น

แค่นี้ก็แทบไม่มีเวลาเหงาแล้วค่ะ ดีเสียอีกพอเกษียณก็ได้มีเวลาอยู่กับลูกหลานมากขึ้น แต่กรณีที่ผู้เกษียณอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้แต่งงาน หรืออยู่กันตามลำพังสองตายาย ก็จะยิ่งสบาย เพราะไม่มีภาระให้ต้องคิด ก็จะได้ทำในสิ่งที่อยากทำได้เต็มที่เลยค่ะ

2.เตรียมกาย เราต้องรักษาสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะค่าใช้จ่ายทางสุขภาพจะมากขึ้นตามวัย เป็นเงินที่มากเอาการในช่วงที่เราเกษียณแล้ว แต่ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าเราเตรียมพร้อมด้วยการดูแลสุขภาพ และทำประกันสุขภาพไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

เรื่องนี้ รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก นายกสมาคมวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวไว้ ดิฉันอ่านเจอแล้วชอบมากเลยค่ะ ท่านพูดไว้ว่า “ร่างกายที่แข็งแรงจะต้องเคลื่อนไหว จิตใจที่แข็งแกร่งจะต้องนิ่ง การขยับออกกำลังกายทุกระบบจะทำให้คนที่มีอายุมากแข็งแรงได้ ส่วนเรื่องจิตใจ ถ้าเราคิดโน่นคิดนี่สับสนวุ่นวายตลอดเวลา จะทำให้จิตใจไม่มีพลังพอที่จะครองตนให้สุขุม ให้มีสติ คิดตัดสินอะไรไม่ค่อยได้ เวลาเจอปัญหา เจอความน้อยใจ จะทำให้จิตใจเราตกลง พลอยทำให้ร่างกายเราเสียหายเจ็บป่วยไปด้วยอีก” ดังนั้น การเตรียมใจและเตรียมกายจะต้องสัมพันธ์กัน แยกจากกันไม่ได้ค่ะ n

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี