
"บีเอ็มฯ โปรเจกต์ ไอ"รถยน์ไฟฟ้าที่ไม่ไกลเกินเอื้อม
หลังจาก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เริ่มต้นพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกในปัจจุบัน และจะก้าวขึ้นสู่เทรนด์หลักในการพัฒนารถยนต์แห่งโลกอนาคตโดยมีจุดเริ่มต้นในปี 2007 ในการกดปุ่มสตาร์ท “โปรเจกต์ ไอ” (Project i) ด้วยการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทออกมาจำหน่าย แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมียอดขาย 40-50 คันต่อเดือนเท่านั้น
หลังจาก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เริ่มต้นพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกในปัจจุบัน และจะก้าวขึ้นสู่เทรนด์หลักในการพัฒนารถยนต์แห่งโลกอนาคตโดยมีจุดเริ่มต้นในปี 2007 ในการกดปุ่มสตาร์ท “โปรเจกต์ ไอ” (Project i) ด้วยการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทออกมาจำหน่าย แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมียอดขาย 40-50 คันต่อเดือนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เกล็น ชมิดท์ ในฐานะผู้ดูแลโปรเจกต์ดังกล่าว และผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บีเอ็มดับเบิลยู เอจี ได้สะท้อนมุมมองของเทรนด์ความต้องการของตลาดโลกที่หันมาให้ความสนใจรถยนต์ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น วัดได้จากผลการตอบรับภายหลังการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู ไอ3 (BMW i3) ใน 6 เดือนแรกของปี 2014 มียอดขายไปแล้วกว่า 5,400 คัน จึงทำให้เชื่อว่าตลาดรถยนต์ประเภทดังกล่าวมีอัตราการขยายตัวในอนาคต
“เรามองว่าภายในปี 20-20 สัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 48% ของยอดขายรวมรถยนต์ทั่วโลก ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญต่อจากนี้ไปของอุตสาหกรรมยานยนต์”
ทั้งนี้ การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศต่างๆ จะต้องอาศัยความร่วมมือกันของพันธมิตร รวมไปถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลในยุโรปได้สนับสนุนจนกระทั่งเกิดความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.การช่วยเหลือด้านตัวเงิน อาทิ การยกเว้นภาษี การลดค่าจดทะเบียนประจำปี และ 2.การช่วยเหลือที่ไม่เกี่ยวกับตัวเงิน อาทิ จุดจอดรถพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ช่องทางจราจรพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสำคัญของบริษัทอยู่ในฝั่งทวีปยุโรปกว่า 50% โดยประเทศที่สำคัญที่มีการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าสูงคือ นอร์เวย์ และ เนเธอร์แลนด์ ส่วนในทวีปเอเชีย ยังมีสัดส่วนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังไม่มากนัก โดยประเทศที่บริษัทโฟกัสในทวีปนี้คือประเทศจีน เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตในประเทศดังกล่าวและมีการผลิตอยู่ 3 รุ่นในปัจจุบันและจะเพิ่มเป็น 6 รุ่นในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ตลาดที่น่าจับตามองอีกตลาดหนึ่งในทวีปอเมริกาคือ เม็กซิโก ที่ล่าสุดบริษัทได้มีการขยายฐานการผลิตไปในประเทศดังกล่าว
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และมีทั้งผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์ จึงอยากนำเสนอต่อภาครัฐเกี่ยวกับรถพลังงานไฟฟ้า โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องสนับสนุนตลอด เพียงให้การช่วยเหลือในช่วงแรกๆ ของการเปิดตลาดที่จะมีการสร้างการรับรู้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้รู้จักและรับรู้ถึงประโยชน์ สมรรถนะ ของตัวรถยนต์จากนั้นตลาดจะเดินหน้าได้ด้วยตัวเองตามการผลิตที่ดึงดูดใจของค่ายรถยนต์







