
เถ้าแก่น้อยรุกเครื่องดื่มแก้สาหร่ายหด
เถ้าแก่น้อย ปั้นฟังก์ชันนัลดริงก์อาหารเสริม ชดเชยสาหร่ายขาลง ทุ่ม 30 ล้าน ผนึกคอลลี่ดัน ดร.โทบิ
เถ้าแก่น้อย ปั้นฟังก์ชันนัลดริงก์อาหารเสริม ชดเชยสาหร่ายขาลง ทุ่ม 30 ล้าน ผนึกคอลลี่ดัน ดร.โทบิ
นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ กรรม การผู้จัดการ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง เปิดเผยว่า บริษัทได้แตก บริษัท ดร.โทบิ ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่อง ดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์แบรนด์ ดร.โทบิ โดยในระยะ 5 ปี จะเปิดตัวเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ 12 รายการต่อปี รวมทั้งแตกไลน์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลงสู่ตลาด เนื่องจากทั้งสองตลาดมีศักยภาพเติบโตอีกมากจากพฤติกรรมของผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพและความงาม
ขณะที่ตลาดสาหร่ายมูลค่า 3,000 ล้านบาท เริ่มเติบโตน้อยลงราว 10% ต่อปี และจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ปีนี้ตลาดจะเติบโตได้เพียง 5% นับว่าเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ทำให้บริษัทต้องสร้างขาธุรกิจใหม่เพื่อผลักดันรายได้ให้เติบโต ล่าสุดทุ่มงบ 30 ล้านบาท เปิดตัวฟังก์ชันนัลดริงก์ ดร.โทบิ ลงในเซ็กเมนต์คอลลาเจน มูลค่า 1,200 ล้านบาท หรือราว 30% ของตลาดรวม
สำหรับการทำตลาดบริษัทได้จับมือร่วมกับบริษัท พัฒน์พลัส ผู้ผลิตและจำหน่ายคอลลาเจนผงแบรนด์คอลลี่ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัท พัฒน์พลัส 400-500 ล้านบาท/ปี และเติบโตถึง 30% ต่อปี โดยใช้แบรนด์คอลลี่ ดร.โทบิ เพื่อทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภค และติดตลาดได้ภายใน 5 ปี เร็วกว่าการปลุกปั้นเถ้าแก่น้อยที่กว่าจะติดตลาดร่วม 10 ปี เบื้องต้นเจาะผู้หญิงอายุ 15-35 ปีขึ้นไป ตั้งเป้ารายได้ปีแรก 100 ล้านบาท
“บริษัท พัฒน์พลัส จะเป็นผู้ร่วมพัฒนาสินค้า ขณะที่บริษัทจะเป็นผู้ทำตลาดและกระจายสินค้าไปในช่องทางจำหน่ายต่างๆ นำร่องที่ร้านสะดวกซื้อ และจะขยายให้ครอบคลุมภายในสิ้นปีนี้ โดยกำลังการผลิตเบื้องต้น 2 ล้านขวด/เดือน คาดว่าจะรองรับความต้องการตลาดได้ถึงปีหน้า” นายอิทธิพัทธ์ กล่าว
ทั้งนี้สภาพตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์มูลค่า 4,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตมากกว่า 10% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้คาดว่าเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียว โดยตลาดคอลลาเจน ถือว่าเป็นตลาดใหญ่ และเป็นเซ็กเมนต์ที่อยู่ในตลาดนาน เมื่อเทียบเซ็กเมนต์อื่นๆ จะเป็นเครื่องดื่มแฟชั่นมาไวและไป อาทิ กลูต้าไธโอน ช่วง 2 ปีที่ผ่านตกอยู่ในสภาพขาลงของตลาด
ทั้งนี้ บริษัทได้วางเป้าหมายไม่เกิน 3 ปีข้างหน้า คอลลี่คอลลาเจนจะขึ้นเป็นผู้นำตลาด มีส่วนแบ่ง 20-25% หรือรายได้ราว 300 ล้านบาท แทนที่ผู้นำตลาดในปัจจุบันคือ ไอเฮลธ์ธี คิว เท็น และใน 5 ปีข้างหน้ารายได้ของบริษัท ดร.โทบิ จะแตะ 500-700 ล้านบาท ส่วนอีก 10 ปีข้างหน้า หวังว่าจะมีรายได้ 2,800 ล้านบาท เทียบเท่ากับบริษัท สาหร่ายเถ้าแก่น้อย
นอกจากนี้ ในส่วนเถ้าแก่น้อยแผน 5 ปี เดินหน้าขยายตลาดเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น และเกาหลี จากปัจจุบันเข้าไปทำตลาด 33 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเถ้าแก่น้อยเป็นสินค้าก้าวสู่ระดับริจินัลแบรนด์แล้ว และ 5 ปี หวังเป็นเอเชียนแบรนด์ ส่วน 10 ปีเป็นโกลบอลแบรนด์ ขณะนี้กำลังเจรจาร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ทำธุรกิจอาหารพร้อมทาน เพื่อเปิดธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งต้นปีหน้าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประแทศไทย เพื่อระดมทุนสำหรับการขยายธุรกิจใหม่
นายอิทธิพัทธ์ กล่าวว่า รายได้สิ้นปีนี้บริษัทเถ้าแก่น้อย 2,800 ล้านบาท เติบโต 1112% แต่หลังจากครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีรายได้ 1,500 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย เพราะตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้สิ้นปีรายได้อาจจะโตต่ำกว่า 10% เป็นครั้งแรก แต่เถ้าแก่น้อยยังครองส่วนแบ่งตลาด 65% ส่วนเป้าหมาย 35 ปี ตั้งเป้ารายได้ต่างประเทศเพิ่มจาก 40% เป็น 50% ในประเทศ 60% เป็น 50%







