
นาทีทองลงทุนบาทแข็งกดต้นทุนต่ำ
แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะ พยายามแทรกแซงด้วยวาจาเพื่อให้เงินบาทเคลื่อนไหว
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะ พยายามแทรกแซงด้วยวาจาเพื่อให้เงินบาทเคลื่อนไหว ในทิศทางอ่อนค่า ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่เกิน 32 บาท/เหรียญสหรัฐ เพราะอยากให้ภาคส่งออกไทยขยายตัวได้มากขึ้น เพื่อหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หลังจากที่มีแนวโน้มว่าปีนี้การส่งออกจะขยายตัวไม่ถึง 3% อย่างที่คาดไว้ ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 2% ขณะที่กระทรวงการคลัง ก็ลดคาดการณ์เศรษฐกิจลงในระดับใกล้เคียงกัน คือ 1.52% จากเดิม 2.6%
น่าสังเกตว่าช่วงที่ คสช.แสดงความต้องการอยากให้เงินบาทเคลื่อนไหวที่ 32 บาท/เหรียญสหรัฐนั้น เงินบาทอยู่ที่ 32.50-32.60 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่หลังจากออกปากมาแล้วเงินบาทก็ทยอยแข็งค่าขึ้นไปแตะ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ และแข็งค่าสุดที่ 31.78-31.80 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน หรือแข็งค่าถึง 3% จากช่วงกลางเดือน ก.ค. 2557 อยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาครองจากการแข็งค่าของค่าเงินรูเปียห์ของ|อินโดนีเซีย
แต่โชคดีที่เงินบาทแข็งค่าเป็นระยะสั้นๆ เท่านั้น จึงไม่กระทบต่อการส่งออกของไทย แต่ถึงกระนั้นภาคเอกชนก็ยังต้องการให้เงินบาทเคลื่อนไหวไม่แข็งค่าเกินไป
จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. ยืนยันว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทในปัจจุบันยังสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทย โดยค่าธปท.มีนโยบายให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามปัจจัยทั้งในและ ต่างประเทศที่เข้ามากระทบได้ดีขึ้นอยู่แล้ว แต่บางช่วงอาจเห็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ไม่สมดุลบ้าง แม้ว่าอาจจะทำให้ค่าเงินไม่สะท้อนพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ผู้ประกอบการไม่ว่าจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หรือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็ยังสามารถรับได้กับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้น ทำให้ทางการไม่ต้องเพิ่มน้ำหนักในการดูแลค่าเงินแต่อย่างใด
ที่สำคัญ การเคลื่อนไหวของเงินบาทเป็นไปตามกลไกตลาด และเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพโดยที่ ธปท. จะเข้าไปดูแลแทรกแซงเฉพาะช่วงที่เงินบาทแกว่งค่ามากเท่านั้น นอกจากจะไม่กระทบภาคส่งออกไทยในปีนี้ที่คาดว่าจะโตระดับ 3% แล้ว ยังดีต่อการนำเข้าและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปที่จะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ที่ยังต้องพึ่งการนำเข้าพลังงานและ วัตถุดิบเพื่อใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่มีมูลค่าสูงถึง 2.4 ล้านล้านบาทด้วย
สอดคล้องกับความเห็นของ อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ที่เห็นว่า จากนี้ไป ค่าเงินบาทของไทยจะมีเสถียรภาพมากขึ้น และมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เนื่องจาก มีเงินต่างชาติทยอยไหลเข้ามาเพิ่มอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้ ทั้งในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร รวมทั้ง เงินลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) หากรัฐบาลมีการลงทุนได้ตามแผน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันต่างชาติยังให้น้ำหนักการลงทุนในไทยต่ำกว่าตลาด (Under Weight)
“ในครึ่งหลังของปีนี้ หากมีการลงทุนภาครัฐได้ตามแผน เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในไทย รวมทั้งในภูมิภาคตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้น” อุสรา ระบุ
ขณะเดียวกัน ในระยะต่อไปประเทศไทยน่าจะมีการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ของปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2558 การส่งออกของไทยจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและจีน ที่เริ่มมีการบริโภคในประเทศสูงขึ้น จึงเชื่อว่าครึ่งปีหลังเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเพิ่มการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร
นอกจากนี้ จะมีเงินลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นที่น่าจะเลือกไทยเป็นฐานในการขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี โดยเงินทุนจะไหลเข้ามาเป็นระยะๆ และทำให้เงินบาทแกว่งตัวอ่อนค่าเป็นระยะ
อย่างไรก็ตาม แม้จากนี้ไปไทยจะมีเงินไหลเข้ามากขึ้น แต่ก็จะมีเงินไหลออกจากการซื้อเงินเหรียญสหรัฐเพื่อไปลงทุนใน ต่างประเทศด้วยเช่นกัน ทั้งจากบริษัทขนาดใหญ่ในไทยที่ต้องการไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ และนักลงทุนไทย ที่ต้องการออกไปแสวงหาผลตอบแทนที่ดี ในต่างประเทศ ที่สำคัญคือ หากรัฐบาลมีการลงทุนตามแผน ก็จะมีการนำเข้าวัตถุดิบ เทคโนโลยีอีกมาก อย่างน้อยก็จะต้องนำเข้าพลังงาน
“ด้วยเหตุนี้เราจึงคาดว่าเงินบาทใน ครึ่งปีหลังจะ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นในระดับ31-31.50 บาท/เหรียญ สหรัฐ” อุสรา ระบุ
แม้ว่าเงินบาทจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่ก็ไม่กระทบต่อการส่งออก เพราะการส่งออกของไทยสามารถขยายฐานจากกลุ่มลูกค้าเดิม เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนกลุ่มละ 10% ไปเติบโตในจีนและกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี คือ กัมพูชาว ลาว พม่า และเวียดนามได้ โดยปัจจุบันไทยส่งออกไปจีนมีมูลค่าในสัดส่วน 12% ขณะที่ส่งออกไปอาเซียน 25% หากรวมตลาดจีนและอาเซียนจะมีสัดส่วนประมาณ 37% สูงกว่าสัดส่วนที่ไปตลาดสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่รวมแล้วอยู่ที่ 30%
ด้วยเหตุนี้ อุสรา จึงมองว่า โจทย์ของการส่งออกไม่ได้อยู่ที่ค่าเงิน เนื่องจากผู้ประกอบการส่งออกส่วนใหญ่ต้องการค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพ ไม่มีความผันผวนมากกว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทอย่างมีเสถียรภาพจึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อการนำเข้าและการส่งออก ดีต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าการจะคุมค่าเงินบาทไวให้อ่อนที่ระดับใดระดับหนึ่งเพื่อช่วยการส่งออก แต่ไปพิ่มภาระการนำเข้าในช่วงที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องลงทุนเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
หากพิจารณาในมุมมองของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ก็จะเห็นว่า นับจากนี้ไปถือเป็นจังหวะทองในการลงทุนทุกด้าน จากแนวโน้มค่าเงินที่มีเสถียรภาพ แม้ว่าหลายฝ่ายจะคาดการณ์ว่า เงินบาทในครึ่งปีหลังอาจจะผันผวนได้ จากมาตรการของสหรัฐที่จะทยอยถอนมาตรการคิวอีจนหมด และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยในกลางปี ทำให้มีเงินบางส่วนไหลออกไปเพื่อกลับไปสหรัฐ
แต่จากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาสแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท และจะมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศภายในไม่เกินเดือนก.ย.นี้ จะสร้างความเชื่อมั่น ทำให้การลงทุนของเอกชนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเริ่มคึกคักขึ้น ส่งผลให้มีเงินไหลเข้าช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทได้
นอกจากนี้ หากเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก เพราะเป็นการทยอยแข็งค่าขึ้น แตกต่างจากปี 2552 ที่สหรัฐเริ่มใช้มาตรการคิวอี จนเงินบาทแข็งค่ากระโดดจาก 3132 บาท/เหรียญสหรัฐ ไปที่ 28-29 บาท/เหรียญสหรัฐแบบไม่ทันตั้งตัว
แต่ครั้งนี้หากมีเงินไหลเข้าและไหลออกที่ค่อนข้างสมดุลจากปัจจัยข้างต้น ทำให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น ก็จะทำให้ผู้ส่งออกสามารถรับมือได้
ที่สำคัญคือ เงินบาทที่แข็งค่านี้จะส่งผลดีต่อการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะต้นทุนการนำเข้าโดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีเพื่อการลงทุน และ การนำเข้าพลังงานมีต้นทุนที่ต่ำลง
หนุนช่วยต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต โดยไม่ต้องกดเงินบาทให้อ่อนเพื่อช่วยผู้ส่งออกเหมือนที่ผ่านมา







