
คนรุ่นใหม่กับอิสรภาพทางการเงิน
วันก่อนผมมีโอกาสได้ไปเดินซื้อของบริเวณถนนทองหล่อที่ที่ผมไปมีร้านค้าเล็กๆ มากมายมาออกร้านขายของในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ข้อสังเกตของผมอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ที่มาออกร้านค้าเล็กๆ เหล่านั้นล้วนอยู่ในวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งจบการศึกษาไม่เกิน 12 ปี และทุกร้านใช้โซเชียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์และแน่นอนรวมไปถึงการขายสินค้า เราจะเห็นรูปแบบร้านค้าในลักษณะนี้เยอะมากในปัจจุบัน ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 300% ของการซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่านมือถือจากเว็บไซต์ตลาดดอทคอมในปี 2013
วันก่อนผมมีโอกาสได้ไปเดินซื้อของบริเวณถนนทองหล่อที่ที่ผมไปมีร้านค้าเล็กๆ มากมายมาออกร้านขายของในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ข้อสังเกตของผมอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ที่มาออกร้านค้าเล็กๆ เหล่านั้นล้วนอยู่ในวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งจบการศึกษาไม่เกิน 12 ปี และทุกร้านใช้โซเชียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์และแน่นอนรวมไปถึงการขายสินค้า เราจะเห็นรูปแบบร้านค้าในลักษณะนี้เยอะมากในปัจจุบัน ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 300% ของการซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่านมือถือจากเว็บไซต์ตลาดดอทคอมในปี 2013
ที่ผ่านมาสังคมไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของการเริ่มทำงานจากเมื่อก่อนที่ส่วนใหญ่จะเดินไปสมัครงานเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำ ไปทำธุรกิจของตัวเองมีมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสาเหตุหลักๆ คงจะหนีไม่พ้นมาจากการเติบโตของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ทำให้เห็นโอกาส รวมทั้งต้นทุนการตลาดและการสื่อสารที่ง่ายและเดี๋ยวนี้ถ้าอยากรู้อะไรก็ Search ผ่าน Google ทำให้เห็นมากกว่ากว้างกว่า โดยมีผู้ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจของตัวเองเป็นต้นแบบ (Idol) ไม่ว่าจะเป็น มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ที่สร้างธุรกิจใน 5 ปี ท้าทายอุตสาหกรรมเป็นล้านล้านได้
โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ดี ถามว่าทำไมผมถึงคิดแบบนี้เพราะผมเชื่อว่าคนเราทุกคนล้วนต้องการมีอิสรภาพทางการเงินทั้งสิ้น ซึ่งแปลว่าการที่ไม่ว่าเราอยากทำอะไรก็ตาม จะไม่มีคำว่าเงินเข้ามามีผลกระทบต่อการตัดสินใจ และผู้ที่จะทำเช่นนั้นได้ก็จะต้องมีรายได้มากกว่ารายจ่ายเท่านั้น ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกันที่ผ่านมามนุษย์เงินเดือนจะไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ต้องตั้งเป้าออมเงินตามสัดส่วนของรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 1050% (ฟังดูง่ายแต่ทำยาก) เมื่อถึงเป้าหมายแล้วค่อยไปทำในสิ่งที่อยากทำโดยอาจใช้เวลานานกับคนยุคใหม่ที่มีทัศนคติที่จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำตั้งแต่วันแรก (Passion) ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ให้มากกว่ารายจ่ายไปพร้อมกัน
และแน่นอนการได้ทำในสิ่งที่เรารัก หรืออยากทำจะมีพลังมากกว่า เกิดความทุ่มเทมากกว่า ยิ่งเป็นธุรกิจของตัวเองด้วยแล้ว ทำให้คนหนุ่มสาวยุคใหม่มีโอกาสจะเข้าสู่อิสรภาพทางการเงินได้เร็วกว่า เพราะโอกาสของการสร้างรายได้ที่มีมากกว่า อย่างไรก็ตามด้วยประสบการณ์การออมที่มีน้อยกว่า ประกอบกับปัจจัยค่าครองชีพที่สูงกว่าและสิ่งเร้าการจับจ่ายที่มีเพิ่มขึ้นมากก็อาจไปไม่ถึงเป้าเสียที ดังนั้นวินัยการออมก็ยังคงเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งไม่ใช่หมายความว่าหามาได้เท่าไร หักด้วยใช้ไปเท่าไร เหลือแล้วจึงออม แต่ต้องออมให้เยอะที่สุด เพื่อให้รวยเร็วสุด ตั้งแต่อายุน้อยสุด
เริ่มต้นจากการตั้งเป้าการออมซึ่งต้องทำเหมือนเดิมครับ แต่ต้องออมให้เยอะสุดโดยการหาให้เยอะสุด นั่นคือการขยายฐานของการออมที่ดีที่สุด เมื่อเยอะแล้วให้ตัดค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวกับการจ่ายดอกเบี้ยต่อเดือนให้น้อยสุด หรือไม่มีเลย อันได้แก่ บ้าน รถยนต์ เป็นต้น เพราะมันทำให้เราเสีย 2 ต่อ ต่อที่ 1 คือดอกเบี้ยที่เราควรได้บวก ต่อที่ 2 คือดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายจากการกู้ รวมไปถึงการทำลายสิ่งเร้าการจ่ายเงินต่างๆ เช่น บัตรเครดิต คูปองลดราคา ออกไปจากกระเป๋าให้มากที่สุด และอย่าลืมนะครับเงินเฟ้อจะมีตลอดกาล ดังนั้นเราจึงต้องการรักษามูลค่าของเงินที่เราหามาโดยการออมเอาไว้กับสิ่งที่ตรงข้ามมัน คือ Asset ให้มากที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกเยอะมากไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก หุ้น ที่ดิน ทอง คอนโดให้เช่า เป็นต้น โดยรวมแล้ว ผมจึงเห็นว่าวันนี้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ได้เริ่มกระบวนการของการเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินได้เป็นรูปธรรมมากกว่า เพียงแค่หาสิ่งอยากให้เจอ ต่อยอด เต็มที่กับมัน และออมให้เป็น ผมอยากเห็นประเทศไทยของผมเป็นประเทศที่มีคนมีอิสรภาพทางด้านการเงินเยอะที่สุดนะครับ







