
ซีพีบุกปริมณฑลปักธงลุยแซทเทลไลท์ทาวน์
จากการขยายตัวของเมืองใหญ่สู่หัวเมืองรอง ส่งผลให้ปัจจุบันการเดินทางจากกรุงเทพฯ
โดย...จะเรียม สำรวจ
จากการขยายตัวของเมืองใหญ่สู่หัวเมืองรอง ส่งผลให้ปัจจุบันการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดปริมณฑลมีความสะดวกสบายมากขึ้น ประกอบกับในอนาคตอันใกล้จะมีรถไฟฟ้าหลายเส้นทางมุ่งหน้าสู่หัวเมืองปริมณฑล เช่น สายสีแดง บางซื่อรังสิต ศาลายาหัวหมาก บางซื่อตลิ่งชัน สายสีเขียว แบริ่งสมุทรปราการ/หมอชิตสะพานใหม่คูคต และสายสีเหลือง ลาดพร้าวสำโรง
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจพร้อมเร่งแผนศึกษาศักยภาพของเมืองปริมณฑล เพื่อสร้างแซทเทลไลท์ทาวน์ หรือการสร้างศูนย์การค้าในจังหวัดปริมณฑล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ศูนย์การค้าในเครือ
ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาศักยภาพของจังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ ประกอบด้วย ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรปราการ และสมุทรสาคร เพื่อเปิดศูนย์การค้าแห่งใหม่ หรือแซทเทลไลท์ทาวน์ เนื่องจากปัจจุบันเส้นแบ่งเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลไม่มีแล้วหลังจากการขยายตัวของเมือง
มีการขยายตัว บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจจากทำเลดังกล่าว
สำหรับทำเลที่จะนำมาพัฒนาเป็นแซทเทลไลท์ทาวน์นั้น ต้องเป็นทำเลที่มีศักยภาพและมีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไป คาดใช้งบลงทุนก่อสร้างเบื้องต้นสาขาละ 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัท มีที่ดินพร้อมพัฒนาแล้วหลายแปลง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม
“ตัวแซทเทลไลท์ทาวน์ที่มีดำเนินการปีนี้ 2 สาขา คือ ศาลายา และเวสต์เกต ซึ่งสาขาศาลายา ขณะนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จและจะพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ส.ค.นี้ ส่วนสาขาเวสต์เกต อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อม เปิดให้บริการในไตรมาส 3 ปีหน้า” ณัฐกิตติ์ กล่าว
ปัจจุบัน ซีพีเอ็นมีศูนย์การค้าที่อยู่ในเขตแซทเทลไลท์ทาวน์แล้ว 2 สาขา คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ และศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์ ล่าสุดกำลังจะเปิดสาขา 3 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา และสาขาที่ 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต
ในส่วนของศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา ถือเป็นศูนย์การค้าสาขาที่ 25 ของบริษัทตั้งอยู่บนพื้นที่ 70 ไร่ ระหว่างถนนพุทธมณฑลสาย 5 และสาย 7 ใช้งบลงทุนก่อสร้าง 3,900 ล้านบาท ถือเป็นสาขา สุดท้ายที่จะเปิดให้บริการในปีนี้ เนื่องจากสาขาอื่นๆ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อเปิดให้บริการในปี 2558 ประกอบด้วย สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสท์ วิลล์
นอกจากจะเดินหน้าขยายศูนย์การค้าแห่งใหม่อย่างต่อเนื่องแล้ว ซีพีเอ็นยังเดินหน้าทำกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มนิ่ง ทำให้ต้องออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อช่วยเหลือผู้เช่าภายในศูนย์การค้า ซึ่งปีนี้ซีพีเอ็นเตรียมงบตลาดรวมทุกศูนย์การค้าไว้ที่ประมาณ 700 ล้านบาท
“ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปีนี้ บริษัทจะเพิ่มความถี่ในการจัดกิจกรรมมากขึ้น เช่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จะจัดประมาณ 10 ครั้ง/เดือน ขณะที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา และเซ็นทรัล เฟสติวัล จะจัด 45 ครั้ง/เดือน เพิ่มขึ้นจากปกติที่จะจัด 2-3 ครั้ง/เดือน เพราะจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ผู้เช่าได้รับผลกระทบด้านยอดขายพอสมควร บริษัทในฐานะเจ้าของพื้นที่เช่าจึงต้องออกมาให้ความช่วยเหลือ” ณัฐกิตติ์ กล่าว
ณัฐกิตติ์ กล่าวอีกว่า หลังจากทำกิจกรรมส่งเสริมการขายมากขึ้น ควบคู่กับการเปิดตัวศูนย์การค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปีจะยังคงมีรายได้เติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 15% เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสาขาที่อยู่ใกล้แนวชายแดน เช่น หาดใหญ่ เชียงราย อุบลราชธานี และอุดรธานี มียอดขายเติบโตเป็นที่น่าพอใจ
“การทำธุรกิจศูนย์การค้านับจากนี้ บริษัทต้องออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายใหม่มากขึ้น เพื่อให้แบรนด์ติดตลาดโดยเร็ว เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้เช่า ซึ่งปัจจุบันบริษัทสามารถสามารถทำให้ศูนย์ติดตลาดได้แล้วภายใน 2 ปี จากเดิม 3 ปี และจากช่วงแรกๆ ที่ 5 ปี เพราะถ้ายิ่งใช้ระยะเวลานานกว่าจะทำให้แบรนด์ติดตลาดผู้เช้ายิ่งลำบาก” ณัฐกิตติ์กล่าว
จากจำนวนศูนย์การค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เริ่มฟื้นตัว ประกอบกับออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อช่วยเหลือผู้เช่าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสิ้นปีจะมีแคมเปญใหญ่อย่างการจัดงานเคาต์ดาวน์ ซึ่ง ณัฐกิตติ์ แย้มว่า ปีนี้จะเพิ่มจำนวนการจัดงานให้มากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมซีพีเอ็นจึงมั่นใจว่าจะมียอดขายสิ้นปีตรงตามเป้าหมายที่วางไว้







