
กรอ.เล็งผุด10เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
กรอ.ตั้งเป้าผุดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ 10 พื้นที่ในปี 2561 เสนอ สนช. ยกมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโรงงาน
กรอ.ตั้งเป้าผุดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ 10 พื้นที่ในปี 2561 เสนอ สนช. ยกมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโรงงาน
นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ปีนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ขยายพื้นที่โครงการการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศไปยัง 6 พื้นที่ ได้แก่ ระยอง ปราจีนบุรี ปทุมธานี ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี ภายใต้โครงการย่อย 6 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนแม่บทเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ 2.โครงการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (จังหวัดระยอง และปราจีนบุรี 3.โครงการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (จังหวัดปทุมธานี ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี) 4. โครงการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับแผนแม่บทเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ 5. โครงการเผยแพร่ความรู้และพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และ6.โครงการจัดทำศูนย์พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
ขณะเดียวกัน กรอ. มีแผนที่จะผลักดันเขตอุตสาหกรรมทั้งหมด ให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยในเบื้องต้นในปี 2561 จะพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้ได้ 10 พื้นที่ โดยจะต้องผ่านเกณฑ์ตามกำหนด 5 ด้าน ได้แก่ ด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ โดยในแต่ละด่านจะมีเกณฑ์ชีวัดชัดเจน โดยเฉพาะการลดการปล่อยมลพิษด้านต่างๆ
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทโตชิบาและประธานกรรมการบริหาร สวนอุตสาหกรรมบางกะดี กล่าวว่า สวนอุตสาหกรรมบางกระดี ได้เป็นพื้นที่ต้นแบบเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกโรงงานที่จะเข้ามาตั้งในสวนอุตสาหกรรมจะต้องเป็นอุตสาหกรรมสะอาด
นอกจากนี้ ยังมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดสำหรับโรงงานที่จะเข้ามาตั้งในสวนอุตสาหกรรม เช่น จะต้องมีพื้นที่สีเขียวภายในโรงงานไม่ต่ำกว่า 30% นอกเหนือจากพื้นที่สีเขียวส่วนกลางของนิคมฯ ส่วนระบบบำบัดน้ำเสียจะมี 2 ชั้น โดยในชั้นแรกจะเป็นระบบบำบัดน้ำเสียในตัวโรงงาน ซึ่งนิคมฯจะเข้าไปตรวจสอบน้ำเสียที่ออกจากโรงงานทุกๆเดือน จากนั้นน้ำที่ออกจากโรงงานจะเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้น้ำที่ออกจากนิคมฯมีความปลอดภัยสูงสุด
ด้านมลพิษทางอากาศ จะมีการตรวจสอบที่โรงงานในทุกๆ 1 ปี รวมทั้งยังมีระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศแสดงผลตัวเลขชี้วัดต่างๆ ผ่านป้ายแอลอีดี ชี้แจงชาวบ้านแบบปัจจุบันทันที เพื่อให้ชุมชนสามารถติดตามสภาวะคุณภาพอากาศได้ตลอดเวลา จึงทำให้ที่ผ่านมานิคมฯบางกระดี ไม่เคยมีปัญหาความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อมกับชาวบ้าน
“สวนอุตสาหกรรมบางกระดีถือได้ว่าเป็นเขตอุตสาหกรรมแห่งแรกๆที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ อยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา และมีพื้นที่ติดกับชุมชน จึงได้มีความเข้มงวดในเรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เริ่มก่อสร้างสวนอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดความสมดุล และแสดงให้เห็นว่าโรงงานกับชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้”นางกอบกาญจน์ กล่าว
ส่วนในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นตัวแทนภาคอุตสาหกรรม เรื่องหลักๆที่จะเข้าไปผลักดัน จะเป็นเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงาน การเพิ่มพูนรายได้ลดความเหลื่อมล้ำของประชาน และการลดปัญหาทุจริตคอรัปชั่น นอกจากนี้จะเข้าไปผลักดัน พ.ร.บ.บริหารจัดการน้ำ การขุดลอดคูคลองต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนญี่ปุ่นเป็นห่วงมากที่สุด เพราะตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ยังไม่มีการวางแผนป้องกันอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมเลย
สำหรับความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นนั้น ได้ฟื้นกลับมาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และบางโรงงานก็ได้มีการลงทุนขยายกิจการ โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศได้ขยายโรงงานจนมีกำลังการผลิตสูงที่สุดในโลก







