
หุ้นไทยจ่อหลุด 1,500 ปรับฐานช่วงสั้น
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสำคัญส่วนใหญ่ของโลกหลุดแนวรับระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป ตลาดหุ้นเกิดใหม่ รวมถึงบ้านเรา ท่ามกลางความกังวลนานัปการ เช่น
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสำคัญส่วนใหญ่ของโลกหลุดแนวรับระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป ตลาดหุ้นเกิดใหม่ รวมถึงบ้านเรา ท่ามกลางความกังวลนานัปการ เช่น
1) เฟดอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มแข็งแกร่ง
2) ข่าวการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลอาร์เจนตินา
3) ตัวเลขเงินเฟ้อยูโรโซนที่ลงแตะจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี ทำให้เพิ่มความกังวลว่ายูโรโซนกำลังเผชิญกับภาวะเงินฝืด
4) ผลประกอบการที่อ่อนแอของบริษัทต่างๆ ในยุโรป
5) ความขัดแย้งกรณียูเครน และฉนวนกาซา
บางปัจจัยกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยน้อยมาก เช่น เรื่องอาร์เจนตินาที่มีธุรกรรมด้านการค้า การเงิน และการลงทุนกับเราน้อยมาก ที่สำคัญ อาร์เจนตินาถูกกีดกันออกจากตลาดการเงินโลกไปกว่า 10 ปีแล้ว หลังผิดนัดชำระหนี้เมื่อปี 2544
ขณะที่ความเสี่ยงเรื่อง “เงินฝืด” ในยูโรโซนนั้น ทางอีซีบียังมีพื้นที่ทางนโยบายการเงินที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้หากจำเป็น คงต้องตามดูการประชุมอีซีบี ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ จะมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร
ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มดี แม้จะเพิ่มแรงกดดันเรื่องดอกเบี้ยแต่ผลประกอบการภาคเอกชนที่แนวโน้มดีตามเศรษฐกิจ จะช่วยชดเชยผลกระทบจากดอกเบี้ยไปได้มาก สถิติบ่งชี้ว่าดัชนีดาวโจนส์อยู่ในแนวโน้มแกว่งขึ้น ช่วงที่เฟดทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ภาวะตลาดหุ้นสหรัฐตกต่ำมักเกิดในช่วงที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัว
จะว่าไปแล้วการปรับฐานของตลาดหุ้นทั่วโลกรอบนี้น่าจะเกิดจากวิ่งขึ้นมายาวมาก จนค่าพี/อีของตลาดสำคัญแตะจุดสูงสุดในรอบหลายๆ ปี โอกาสทำกำไรจึงดูจำกัดสำหรับภาพระยะสั้น เมื่อดัชนีหุ้นหลุดแนวรับสำคัญ จึงเกิดแรงขายตัดขาดทุน หรือหยุดกำไร
ตลาดหุ้นไทยหลังรัฐประหาร ดัชนี SET วิ่งยาวกว่า 160 จุด จนเทรดที่ค่าพี/อีราว 15.4 เท่า ของประมาณการกำไรปี 2557 สูงกว่าค่าพี/อีของตลาดหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นที่ 12.6 เท่า ทั้งที่คาดว่ากำไรของเราจะโตต่ำกว่า เนื่องจากตลาดหุ้นตอบรับมุมมองเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการเมือง โรดแมปปฏิรูปการเมือง และการกระตุ้นเศรษฐกิจล่วงหน้าไปมาก แต่กำไรของบจ.และเศรษฐกิจวิ่งตามไม่ทัน
ช่วงสั้น ดัชนี SET อยู่ในช่วงหาฐานราคาใหม่ โดยมีแนวรับที่น่าสนใจทยอยซื้ออยู่แถว 1,470 จุด และ 1,450 จุด
ผมมองการปรับฐานรอบนี้ เป็นโอกาสทยอยซื้อหุ้น ระยะ 6 เดือนขึ้นไปยังคงเป็นแนวโน้มขาขึ้น ตามภาพเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว ซึ่งจะหนุนให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเร่งตัวขึ้นเป็นโต 14% ในปี 2558 จากที่คาดว่าจะโต7% ในปีนี้ กำไรที่เร่งตัวขึ้น กับราคาหุ้นที่ลดลง จะช่วยดึงค่าพี/อีปี 2558 ให้ลงมาต่ำกว่า 13 เท่าอีกครั้ง ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนระยะยาวให้กลับมา
ผู้ลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทยต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลแรงขายต่างชาติมากนัก ในมุมกลับหาก ครม.ชุดใหม่สามารถนำโรดแมปไปสู่ภาคปฏิบัติได้เร็ว จะช่วยดึงดูดความสนใจของต่างชาติให้กลับเข้ามาในระยะถัดไป
ทั้งนี้ทั้งนั้น โฉมหน้า ครม.ชุดใหม่จะมีส่วนช่วยเรียกความเชื่อมั่น หากได้ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับเข้ามาในสัดส่วนที่สูง ผมยังเชื่อลึกๆ ว่า เมื่อรัฐบาลใหม่ตั้งหลักได้แล้ว อาจเป็นช่วงต้นปี 2558 มีโอกาสจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม เพื่อเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีช่องว่างให้ทำงบขาดดุลได้อีก 3 แสนล้านบาท
แม้เมกะโปรเจกต์บางโครงการอาจยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ แต่มีโครงการจำนวนหนึ่งที่มีความพร้อมสูง และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง “ตกผลึก” ทางความคิดร่วมกันแล้ว เช่น รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าใน กทม.และปริมณฑล เป็นต้น
นอกจากนั้น “เงินเราก็พร้อม” สามารถทยอยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ย 34 แสนล้านบาท/ปี ในช่วง 8 ปีข้างหน้า โดยหนี้สาธารณะยังไม่เกินกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ 60% ของจีดีพี
การปรับฐานรอบนี้ ให้รอแถวแนวรับหลักๆ เก็บหุ้นที่ได้ประโยชน์แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ เช่น กลุ่มรับเหมาฯ (ชอบ CK, STEC) ท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, MINT) อสังหาฯ (LPN, QH, SPALI) ธนาคาร (KBANK, BBL) เป็นต้น n
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







