
เป็นหนี้อย่างไรให้เป็นสุขสร้างหนี้=สร้างอนาคต
การเป็นหนี้ที่ดีคือ เป็นการสร้างโอกาสและสร้างอนาคตประโยชน์ของการเป็นหนี้คือ การทำให้ความฝันเป็นจริงเร็วมากขึ้น
การเป็นหนี้ที่ดีคือ เป็นการสร้างโอกาสและสร้างอนาคตประโยชน์ของการเป็นหนี้คือ การทำให้ความฝันเป็นจริงเร็วมากขึ้น
" เอ็กซ์โป 2014" ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่31 ก.ค.-2 ส.ค.นั้น นอกจากจะมีการออกบูธ นำเอาผลิตภัณฑ์การเงินการลงทุนที่น่าสนใจมาให้บริการและแนะนำแก่ผู้เข้าร่วมชมงานแล้ว ยังได้มีการจัด Workshop ให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมงานด้วย
เมื่อวันที่ 1 ส.ค. เป็น Workshop ร่วมสมัยและเข้ากับภาวะเศรษฐกิจเรื่อง "ทนายคลายทุกข์ เป็นหนี้ให้มีสุข" โดยทีมงานของ"เดชา กิตติวิทยานันท์" ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ ซึ่งเป็นกูรูด้านกฎหมายและเป็นคอลัมนิสต์ประจำหน้าการเงินในทุกวันพฤหัสบดี
เคล็ดการบริหารจัดการหนี้ และการเป็นหนี้อย่างเป็นสุข ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมสัมมนา และสามารถที่จะนำความรู้ไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ให้อยู่กับหนี้อย่างเป็นสุขและเตรียมวางแผนก่อนเป็นหนี้
"ประชา ชัยสุวรรณ" ประธานชมรมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรมกล่าวว่า การเป็นหนี้ที่ดีคือ เป็นการสร้างโอกาสและสร้างอนาคตประโยชน์ของการเป็นหนี้คือ การทำให้ความฝันเป็นจริงเร็วมากขึ้น เช่น เป็นหนี้ซื้อบ้าน ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ การเป็นหนี้จากการผ่อนรถ ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้เกิดความสะดวกสบาย หรือการเป็นหนี้เพื่อการลงทุนสร้างรายได้ในอนาคต อย่ากลัวการสร้างหนี้ แต่ก่อนจะเป็นหนี้ต้องมีการเตรียมตัว
ประชา แนะนำว่า ก่อนจะสร้างหนี้ควรจะต้องมีการวางแผนคือ
1.ก่อนกู้จะต้องคิดอัตราดอกเบี้ยให้เป็น รู้จักว่าสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันอย่างไร
2.อย่ากู้เพราะมีสิทธิ ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์การกู้เงินที่แท้จริง
3.ต้องทราบเงื่อนไขของสินเชื่อเป็นอย่างไร ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ
4.จะต้องรู้ว่าจะไปกู้จากใคร ที่ไหน และควรหลีกเลี่ยงการกู้เงินนอกระบบอย่างเด็ดขาด
5.ต้องจำไว้ว่าดอกเบี้ยเดินทุกวัน ถ้ามีเงินให้รีบใช้หนี้ 6.ประเมินความสามารถการชำระหนี้ ต้องไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้
7.การสร้างหนี้จะต้องเป็นการสร้างรายได้และสร้างอนาคตถามตัวเองว่ามีความจำเป็นจริงไหมและเหมาะสมตามกำลังความสามารถหรือไม่ อย่าหลงกับโปรโมชั่นต่างๆ
8.ต้องมีการเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่จะได้ของแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจกู้เงิน
9.ต้องมีการศึกษาเงื่อนไขการกู้เงินให้เข้าใจ
สำหรับคนที่เป็นหนี้ไปแล้ว ข้อแนะนำการปฏิบัติตนระหว่างเป็นหนี้ คือ
1.ต้องมีวินัยทางการเงิน
2.นำสินเชื่อไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้
3.ตรวจสอบทำความเข้าใจกับใบแจ้งหนี้
4.ทำความเข้าใจวิธีดอกเบี้ย ค่าปรับค่าธรรมเนียมต่างๆ
5.จ่ายให้เต็ม จ่ายตรง
6.ไม่สร้างภาระหนี้ใหม่เพิ่มจนเกินกำลัง
7.ซื่อสัตย์และจริงใจ เมื่อมีปัญหาให้รีบปรึกษาเจ้าหนี้ และให้เป็นมิตรกับพนักงานทวงหนี้ เพราะจะช่วยเราเป็นตัวกลางประสานงานเจรจาหนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มเกิดปัญหาเริ่มไม่สามารถชำระหนี้ได้แล้วจะทำอย่างไรนั้น ประชา กล่าวว่า สิ่งแรกที่จะต้องทำ คือ ต้องตั้งสติ หยุดก่อหนี้ หรือกดเงินสดจากบัตรเครดิตอื่นมาหมุนเวียนใช้หนี้อีกบัตรหนึ่ง แต่ควรที่จะหาเงินจากดอกเบี้ยถูกมาจ่ายหนี้ดอกเบี้ยแพง
รวมทั้งควรตรวจสุขภาพทางการเงินตัวเองบ้าง ซึ่งสามารถที่จะขอเช็กประวัติทางการเงินจากเครดิตบูโร ในขณะเดียวกันจะต้องสำรวจทำบัญชีหนี้สินตัวเอง รวมทั้งจัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายประจำวัน
"เมื่อพนักงานทวงหนี้โทรมาติดตามหนี้ก็ต้องรับสายและกล้าที่จะเผชิญความจริง เพื่อที่จะดึงพนักงานติดตามหนี้มาเป็นมิตรและหาทางช่วยเจรจาหนี้กับเจ้าหนี้ หรือควรปรึกษาหาทางออกกับเจ้าหนี้โดยตรงเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา ปรับโครงสร้างหนี้หรือผ่อนชำระหนี้" ประชา กล่าว
ด้าน เดชา กล่าวว่า การเป็นหนี้ที่เป็นสุขคือ ไม่เป็นหนี้เลย ถ้ามีความจำเป็นจะต้องเป็นหนี้ มีคำแนะนำคือ จะต้องไม่เป็นหนี้เกินตัวและจะต้องคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ได้เพียง 1 ใน3 ของรายได้ และเป็นหนี้ทั้งหมดไม่ควรจะเกิน 50 เท่าของรายได้
ทนายเดชา กล่าวว่า ไม่ควรที่จะมีบัตรเครดิตเกิน 2 ใบ เมื่อถูกฟ้องร้องดำเนินคดีแล้วก็ควรไปศาลอย่าหนีหาย ที่สำคัญไม่ควรจะกู้เงินนอกระบบมาใช้จ่ายซึ่งอันตรายมาก
กฎหมายทวงหนี้
กฎหมายทวงหนี้ คนที่ได้รับความสุขคือลูกหนี้ที่เบี้ยวหนี้โดยจงใจเบี้ยวหนี้เพราะไม่มีจริงๆ เนื่องจากไม่มีความสามารถในการชำระหนี้หรือสืบเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจหรือความพิการ หรือปัญหาภายในครอบครัว ลูกหนี้เหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้เป็นอย่างมาก จะไม่ต้องปวดหัวตัวร้อน หวาดผวาไปกับการถูกทวงหนี้ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ส่วนเจ้าหนี้ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ โดยเฉพาะเจ้าหนี้ในระบบไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หรือนันแบงก์ เช่น อิออน อีซี่บาย ก็ต้องหนาวๆ ร้อนๆ เพราะกฎหมายฉบับนี้มีทั้งโทษปรับ จำคุก พัก เพิกถอนใบอนุญาต วันนี้ขอนำเสนอสาระสำคัญที่พี่น้องประชาชนอาจได้รับรู้รับทราบเกี่ยวกับกฎหมายทวงหนี้ฉบับใหม่ เป็นรายประเด็นดังนี้
ประเด็นแรก กฎหมายฉบับนี้ให้ความคุ้มครองหนี้ในระบบและนอกระบบ ดังนั้นถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้บังคับ จะทำให้ลูกหนี้ได้รับความคุ้มครอง ไม่ถูกข่มเหง รังแก หรือทวงหนี้ด้วยวิธีการรุนแรง
ประเด็นที่สอง บริษัทที่รับจ้างทวงหนี้ต้องเป็นนิติบุคคล หมายถึง จดทะเบียนเป็นห้างหรือบริษัทจำกัด กรรมการผู้ถือหุ้น ผู้จัดการจะต้องมีประวัติดี ไม่ใช่มีประวัติฆ่าคนตาย ทำร้ายร่างกาย ลักทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับหนี้สินค้างชำระ ก็จะไม่สามารถจะไปขออนุญาตรับจ้างทวงหนี้ได้เพราะกฎหมายฉบับนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเกี่ยวกับการให้ใบอนุญาต บริษัทรับจ้างทวงหนี้พูดง่ายๆ จะต้องคัดเลือกบริษัทที่ดี ไม่เคยมีพฤติกรรมในทางข่มขู่ลูกหนี้ บริษัทเหล่านี้ถ้าทำผิดก็อาจถูกพัก เพิกถอนใบอนุญาตได้ ใครที่มีความประสงค์จะรับจ้างทวงหนี้ ถ้าไม่มีใบอนุญาตก็อาจมีโทษหรือจำคุก ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ควบคุมนักทวงหนี้ให้มีการทวงหนี้ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นธรรมกับผู้บริโภค
ประเด็นที่สาม การทวงหนี้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ จะมีความผิดทางอาญา เช่น อาจมีโทษจำคุกหรือปรับ เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งเจ้าหนี้ไม่มีบุคคลสิทธิกับบุคคลที่สาม จึงไม่อาจจะไปรบกวนเขาได้ และถ้าต้องการติดต่อกับบุคคลที่สาม นักทวงหนี้ทำได้เพียงสอบถามว่าลูกหนี้อยู่หรือไม่ อย่างอื่นทำไม่ได้
ประเด็นที่สี่ การประจานลูกหนี้ เช่น การทวงหนี้ทางโทรสารไปรษณียบัตร จดหมายเปิดผนึก แผ่นปลิวติดประกาศอันมีลักษณะที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้โดยง่าย วิธีการทวงหนี้ดังกล่าวต้องการประจานลูกหนี้ให้อับอายขายหน้า จะทำไม่ได้อีกต่อไปแล้วถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาบุคคลที่กระทำความผิดอาจมีโทษจำคุกหรือปรับ
ประเด็นที่ห้า ความถี่ในการทวงหนี้ ปัจจุบันมีนักทวงหนี้บางคนโทรทวงหนี้วันละหลายครั้ง อันเป็นการสร้างความเดือดร้อนเกินควร จะทำไม่ได้แล้ว ถือว่าเป็นการสร้างความเดือดร้อนเกินควร ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้อย่างมาก โทรทวงได้เพียงวันละ 1 ครั้ง ถ้าต้องการโทรมากกว่านั้นต้องได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ มิฉะนั้นจะเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้
ประเด็นที่หก การข่มขู่คุกคาม กฎหมายฉบับนี้ห้ามโดยเด็ดขาดมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ในทางปฏิบัติจะมีการข่มขู่หลายอย่าง เช่นแสดงตนเป็นตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ศาล ทนายความ เป็นบุคคลอื่น ต่อไปจะทำไม่ได้แล้ว เพราะจะมีบทลงโทษที่รุนแรง
ตัวอย่างของร่างกฎหมายที่คาดว่าจะออกมาบังคับใช้การแจ้งข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือการแจ้งเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจผิด
ห้ามมิให้ผู้ติดตามหนี้ใช้วาจา ข้อมูล หรือข้อความที่เป็นเท็จ หรืออาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่เกี่ยวข้องกับการติดตามทวงถามหนี้
การกระทำต่อไปนี้ให้ถือเป็นความผิดตามมาตรานี้ การแสดงหรือการใช้เครื่องหมายหรือเครื่องแบบสัญลักษณ์หรือข้อความใดๆ ที่มีนัย หรืออาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นการกระทำของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ โดยไม่เป็นความจริง
การเจตนาแสดงข้อมูลจำนวนหนี้ที่ไม่ถูกต้องการแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าการติดต่อทวงหนี้มาจากทนายความ ทั้งที่ไม่ใช่
การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าหากไม่ชำระหนี้จะถูกดำเนินคดี ถูกยึดหรืออายัดทรัพย์ หรือเงินเดือน เว้นเสียแต่เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายและสถาบันการเงิน หรือผู้ติดตามหนี้มีความประสงค์ที่จะดำเนินการดังกล่าวจริง
การข่มขู่ว่าจะดำเนินการ ทั้งที่ไม่มีอำนาจจะกระทำได้ตามกฎหมาย หรือไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะดำเนินการดังกล่าว
การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าหากไม่ชำระหนี้จะเป็นความผิดทางอาญา
การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าเป็นคำสั่งจากศาลหรือหน่วยงานของรัฐในการสั่งให้ชำระหนี้
การติดต่อหรือข่มขู่ว่าจะรายงานประวัติการชำระที่เป็นผลเสียให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต หรือไม่ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขข้อโต้แย้งให้ถูกต้อง
การติดต่อหรือการแสดงตนที่ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด เพื่อให้ได้ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวกับผู้บริโภคเพื่อวัตถุประสงค์ในการติดตามหนี้
การใช้ชื่อของบุคคลอื่นแทนชื่อของผู้ติดตามหนี้ในการดำเนินการติดตามทวงถามหนี้
การติดต่อหรือการแสดงตนให้ผู้บริโภคเชื่อว่าผู้ติดตามหนี้ดำเนินการให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต หรือรับจ้างจากบริษัทข้อมูลเครดิต
บทกำหนดโทษผู้ติดตามหนี้ใดไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง เว้นเสียแต่พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มีเจตนากระทำผิดดังกล่าวและเป็นผลมาจากความผิดพลาด และได้มีการปรับปรุงแก้ไขไม่ให้มีความผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้นอีก
บรรยายใต้ภาพ ประชา ชัยสุวรรณ (ซ้าย) ประธานชมรมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรม และเดชา กิตติ วิทยานันท์ ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ ร่วมให้ความรู้ในหัวข้อ "ทนายคลายทุกข์ เป็นหนี้ให้มีสุข"







