
ไจก้าล็อบบี้ปล่อยกู้รถไฟฟ้า
คมนาคมรับพิจารณามีเงื่อนไขห้ามดึงเรื่องสนข.เร่งมือศึกษาต้นทุนค่าก่อสร้างใหม่
คมนาคมรับพิจารณามีเงื่อนไขห้ามดึงเรื่องสนข.เร่งมือศึกษาต้นทุนค่าก่อสร้างใหม่
ไจก้าดอดพบคมนาคมสนใจเป็นแหล่งปล่อยเงินกู้ให้ไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้าน
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วันที่ 31 ก.ค.ตัวแทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ได้เข้าพบหารือ และแสดงความสนใจที่จะเป็นแหล่งทุน หรือเป็นทางเลือกในการให้เงินกู้โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย โดยทางกระทรวงคมนาคมได้ตั้งข้อสังเกตว่าการกู้เงินไจก้ามีปัญหาความล่าช้าในเรื่องกรอบเวลาในการพิจารณาโครงการ ทางไจก้าก็ยอมรับและพร้อมจะร่วมหารือในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหากมีความร่วมมือกันในอนาคต
สำหรับข้อทักท้วงว่า โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่และรถไฟทางมาตรฐานที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าความเร็ว 160 กม./ชม.มีการตั้งวงเงินในโครงการสูงผิดปกตินั้น นางสร้อยทิพย์กล่าวว่า วงเงินที่ตั้งไว้นั้นเป็นแค่กรอบ จะต้องนำเสนอให้คณะทำงานที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจและกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณารายละเอียดโครงการ วงเงินลงทุน และแหล่งเงินก่อน
นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปตัวเลขวงเงินการก่อสร้างรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน 1.435 เมตร หรือรางแบบสแตนดาร์ด เกจ ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบรถไฟฟ้าใน 2 เส้นทางใหม่ คือ สายเชียงของเด่นชัยภาชี ระยะทาง 655 กิโลเมตร และสายหนองคายนครราชสีมาสระบุรีแหลมฉบังมาบตาพุด ระยะทาง 737 กิโลเมตร ในวงเงิน 715,139 ล้านบาทนั้น เป็นเพียงกรอบกว้างๆ ที่กำหนดไว้เท่านั้น สนข. จะต้องมีการศึกษาและออกแบบใหม่อีกครั้งจึงจะทราบตัวเลขการลงทุน โดย สนข.จะใช้เวลาศึกษาแผนการลงทุนและค่าก่อสร้างประมาณ 1 ปี จึงยังบอกไม่ได้ว่าราคาก่อสร้างถูกหรือแพงเกินไป
ก่อนหน้านี้มีข้อทักท้วงว่า การลงทุนรถไฟทางคู่ของรถไฟทางคู่รางมาตรฐานสายใหม่ทั้ง 2 สาย มีราคาก่อสร้างเฉลี่ยกิโลเมตรละ 532.66 ล้านบาท ใกล้เคียงกับค่าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายเชียงใหม่ที่กำหนดไว้ 521 ล้านบาท/กม. สายนครราชสีมา 666 ล้านบาท/กม. สายหัวหิน 553 ล้านบาท/กม.และสายระยอง 456 ล้านบาท/กม.ที่วิ่งด้วยความเร็ว 250300 กม./ชม.
กิโลเมตร
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การก่อสร้างรถไฟทางคู่รางมาตรฐานทั้ง 2 เส้นทาง จะต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก ถึงแม้จะนำผลการศึกษาของโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีดเทรน)พิจารณาประกอบด้วยก็ตาม โดยเฉพาะในช่วงเชียงของเด่นชัย จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด เพราะไม่ใช่แนวรถไฟความเร็วสูง ส่วนแนวเส้นทางอื่นๆก็ต้องมีการปรับแบบเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินโครงการต่อไปด้วย ซึ่งรถไฟทางคู่ดังกล่าวจะเน้นการขนส่งสินค้าด้วย ดังนั้นรางจะสามารถรองรับน้ำหนักได้มากกว่ารถไฟความเร็วสูง ดังนั้นเมื่อก่อสร้างเสร็จ จึงสามารถพัฒนาให้เป็นรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งให้บริการด้วยความเร็วตั้งแต่ 200 กิโลเมตรขึ้นได้โดยไม่มีปัญหา จากเริ่มต้นจะวิ่งให้บริการได้สุงสุดไม่เกิน 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง







