
“ซับเวย์ อินน์ บาร์” กับอนาคตที่ยังไม่แน่นอน
แม้หลายๆ คนอาจจะมองว่าสหรัฐ โดยเฉพาะเมืองใหญ่จะเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
แม้หลายๆ คนอาจจะมองว่าสหรัฐ โดยเฉพาะเมืองใหญ่จะเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ที่มีแต่ห้างร้านขนาดใหญ่ตั้งอยู่อย่างแน่นขนัด ทว่าในย่านที่มีคนพลุกพล่านมักจะมีร้านนั่งดื่มเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ ที่เรียกกันว่า “ไดฟ์ บาร์” ซึ่งหมายถึงบาร์ที่เป็นแหล่งรวมตัวของผู้คนในย่านนั้นเข้ามาดื่มและพูดคุยกัน
เช่นเดียวกันกับในย่านมิดทาวน์ ในแมนฮัตตัน ของมหานครนิวยอร์ก ซึ่งแมนแฮตตันนั้นได้ชื่อว่าเป็นบริเวณที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด และค่าครองชีพสูงสุดในสหรัฐ มีไดฟ์บาร์ที่ชื่อว่า “ซับเวย์ อินน์” ซึ่งเปิดร้านเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ลูกค้ามาตั้งแต่ปี 1937 หรือเปิดมาเกือบ 80 ปีเลยทีเดียว
“สถานที่แห่งนี้ คือ นิวยอร์ก และนี่ก็คือนิวยอร์กในอดีต เพราะมันคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ” อเล็ก คาลิช ชายชาวเมืองแมนฮัตตัน วัย 32 ปี ที่เป็นลูกค้าของซับเวย์ อินน์ กล่าวกับบลูมเบิร์ก
อย่างไรก็ตาม บาร์แห่งนี้กำลังจะกลายเป็นอดีต เมื่อทางร้านได้ประกาศผ่านหน้าเพจในเฟซบุ๊กว่า “จะปิดร้านแห่งนี้ในวันที่ 15 ส.ค. นี้ และกำลังหาที่ตั้งร้านใหม่” จึงกลายเป็นข่าวที่น่าเศร้าของคนในย่านนี้ไม่น้อย
เพราะบาร์แห่งนี้ไม่เพียงแต่จะดังในแมนฮัตตัน แต่ยังมีชื่อเสียงในระดับประเทศ เพราะเคยไปปรากฏอยู่ในนวนิยายและโทรทัศน์หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งหมายรวมไปถึงรายการท่องเที่ยวชื่อดัง “เดอะ เลย์โอเวอร์” และซีรีส์ชื่อดังอย่าง “เพอร์สัน ออฟ อินเทอร์เรส” รวมไปถึงยังถูกกล่าวถึงในหนังสือที่ชื่อว่า “เดอะ โกลด์ฟินช์” โดย ดอนนา ทาร์ทท์ ซึ่งได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ด้านบันเทิงคดีอีกด้วย
สำหรับสาเหตุที่ทำให้บาร์แห่งนี้ต้องย้ายไปตั้งที่ใหม่ เนื่องจาก “เวิลด์ ไวด์” บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารที่บาร์อันเก่าแก่แห่งนี้ตั้งอยู่ได้ส่ง “จดหมายเลิกเช่า” มาให้ทางร้าน ทว่าทางโฆษกของเวิลด์ไวด์กลับปฏิเสธที่จะออกความคิดเห็นกับกรณีนี้
ทั้งนี้ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดกรณีเช่นนี้ในย่านมิดทาวน์ ที่มีค่าเช่าพื้นที่พุ่งสูงเสียดฟ้า และการแข่งขันเพื่อช่วงชิงพื้นที่นั้นดุเดือดอย่างมาก เพราะสำหรับ “โรดีโอ บาร์” ร้านอาหารกึ่งบาร์ ที่เปิดธุรกิจมานานกว่า 27 ปี ก็เพิ่งปิดตัวไปเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ซับเวย์ อินน์ ไม่เพียงแต่จะตั้งอยู่ในเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านแล้ว ที่แห่งนี้ยังอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน จึงไม่น่าแปลกใจที่จะกลายเป็นทำเลทองชั้น 1 ของโลกเลยก็ว่าได้
กระนั้นก็ตาม หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกอย่างต้องเปลี่ยนผันตามกาลเวลา หรือเป็นเรื่องปกติที่บริษัทที่ใหญ่กว่าจะมีอำนาจควบคุมชะตากรรมของธุรกิจรายย่อย ทว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบาร์แห่งนี้ นอกจากจะทำให้อนาคตของธุรกิจรายย่อยแห่งนี้อยู่บนความไม่แน่นอนแล้ว ยังส่งผลต่อคุณค่าทางจิตใจของผู้คนที่มีต่อซับเวย์ อินน์ ที่ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้อีกด้วย
หนึ่งเสียงจากลูกค้าขาประจำก็คือ อีเลียส กูเทียร์เรส นักออกแบบภายในวัย 44 ปี ที่เล่าถึงการใช้บริการร้านแห่งนี้ครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อนที่เจ้าตัวยังจดจำมาได้ถึงทุกวันนี้
กูเทียร์เรส จำได้ว่าได้สั่งเครื่องดื่ม ลูกเกดและโค้ก และหลังจากนั้นให้หลังสองเดือน ชายรายนี้ได้กลับมาที่ร้านอีก ซึ่งบาร์เทนเดอร์ของร้านสามารถจดจำเครื่องดื่มของกูเทียร์เรสได้อย่างแม่นยำ จนได้กลายมาเป็นลูกค้าประจำ และกลายเป็นเพื่อนซี้กับบาร์เทนเดอร์ ซึ่งชายคนนี้มั่นใจว่า “ไม่มีบาร์แห่งไหน ที่เหมือนกับที่นี่อีกแล้ว”







