
เออีซีหวังกำไรไตรมาสสามครึ่งหลังบุกเพิ่มจนท.ตลาด
‘เออีซี’ เสริมมาร์เก็ตติ้งอีก 100 คน เพิ่มนักลงทุนสถาบัน ขยายสาขาเตรียมขอทำกองทุนส่วนบุคคล
‘เออีซี’ เสริมมาร์เก็ตติ้งอีก 100 คน เพิ่มนักลงทุนสถาบัน ขยายสาขาเตรียมขอทำกองทุนส่วนบุคคล
นายกอบเกียรติ บุญธีรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เออีซี (AEC) เปิดเผยว่า คาดว่าไตรมาส 3 นี้จะเริ่มเห็นผลประกอบการเป็นกำไรสุทธิได้ ทำให้ปี 2557 ผลประกอบการมีกำไรได้หลังจากปีก่อนบริษัทขาดทุนไป 40 ล้านบาท เนื่องจากเพิ่งเริ่มตั้งบริษัทและมีการลงทุนด้านบุคลากรและวางระบบงานทั้งหมด
อย่างไรก็ดี ครึ่งปีหลังนี้บริษัทได้วางกลยุทธ์ไว้ว่าเตรียมที่จะเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่การตลาดเสริมทีมอีก 100 คน จากปัจจุบันมีอยู่ 200 คน ซึ่งยอมรับว่าก็ต้องดึงมาจาก บล.อื่น แต่มองว่าเป็นการแข่งขันตามอุตสาหกรรมและไม่น่าจะมีปัญหาระหว่าง บล.ต้นสังกัดเดิมได้ อีกทั้งบริษัทจะเตรียมเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบันเพิ่ม ซึ่งจะเห็นมูลค่าการซื้อขายของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป และตั้งเป้าว่าสิ้นปีนี้จะต้องมีสัดส่วนการซื้อขายจากนักลงทุนสถาบัน 5-10% ให้ได้
นอกจากนั้น มีแผนขยายสาขาเป็น 18 สาขา จากปัจจุบัน 9 สาขา โดยจะขยายไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออก เช่น ชลบุรีและระยอง ขณะที่พื้นที่ปริมณฑลก็สำคัญ คาดว่าไตรมาส 3 จะเปิดได้อีก 23 สาขา ซึ่งบริษัทยังอยู่ระหว่างเตรียมยื่นขอทำธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลในไตรมาส 4 เพื่อกระจายฐานรายได้และรองรับความต้องการของลูกค้า ซึ่งปัจจุบันมีใบอนุญาตอยู่แล้วเพียงแต่ขอให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มาตรวจสอบความพร้อมเพื่อให้ระบบเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานก่อน ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้บริษัทไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ว่าปีนี้จะมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 2.5% จากปัจจุบันทำได้ 2.1% โดยเมื่อต้นปีอยู่ที่ 0.5%
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ 70-80% และมาจากงานวาณิชธนกิจ 10% ที่เหลือมาจากพอร์ตลงทุนบริษัท (ป๊อปเทรด) และตัวแทนจำหน่ายกองทุนรวมของ 15 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน
สำหรับงานวาณิชธนกิจปัจจุบันบริษัทเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการลงทุนทั้งตลาดในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเป็นที่ปรึกษาบริษัทจีนที่เข้ามาหาบริษัทไทยเพื่อร่วมลงทุนด้วยทั้งในอุตสาหกรรมพลังงานและอื่นๆ ยังไม่มีการเจรจาไม่เสร็จ
ขณะที่งานเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนเสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ในมือ 34 แห่ง มูลค่าระดมทุนรวม 7,000-8,000 ล้านบาท คาดว่าน่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยได้ 12 บริษัทภายในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 นี้
“บริษัทไอพีโอแรก คือ บริษัท เจ.เอส.พี.พรอพเพอร์ตี้ ซึ่งคาดว่าจะเซ็นแต่งตั้งอันเดอร์ไรท์ได้ภายในช่วงปลายเดือน ก.ย. การเจรจาถัดไปเป็นธุรกิจเกี่ยวกับโซลาร์ฟาร์ม โรงพยาบาล อสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัด และธุรกิจเคมิคัล” นายกอบเกียรติ กล่าว
นายเกรียงไกร ทำนุทัศน์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์อาวุโสเออีซี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจแม้หุ้นไทยจะปรับขึ้นไปกว่า 20% แล้ว ถือว่ายังไม่แพง เพราะเป็นการปรับตัวขึ้นมาจากจุดต่ำสุดในรอบ 2 ปี







