
Biz Monitor
ลุยขายซอฟต์แวร์ศูนย์บริการรถยนต์ทั่วโลก
ลุยขายซอฟต์แวร์ศูนย์บริการรถยนต์ทั่วโลก
นายสมเกียรติ อึงอารี ประธานบริหาร บริษัท ซีเนียร์ คอม เปิดเผยว่า ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท เอ็นอีซี ประเทศญี่ปุ่น 50 ล้านบาท พัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการศูนย์รถยนต์ 2-3 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ มาย คาร์ โดยเป็นซอฟต์แวร์ที่เชื่อมโยงทุกตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บนฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้บริษัทแม่ได้ข้อมูลการขาย การบริการไปปรับปรุงให้ดีขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้า ปัจจุบันมีลูกค้าบริษัทรถยนต์ใช้บริการ 3 ราย รวมกว่า 550 ศูนย์ ได้แก่ นิสสัน ซูซูกิ และฮีโน่ รวมทั้งอยู่ระหว่างเจรจาหาลูกค้าเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังเตรียม นำซอฟต์แวร์ไปเสนอตลาดโลกด้วย โดยเริ่มต้นจากภูมิภาคอาเซียน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และพม่า รวมทั้งสนใจจะเข้าไปเจาะตลาดจีนด้วย ตั้งเป้าในอนาคตจะผลักดันรายได้มาจากต่างประเทศได้ 70% และในประเทศ 30% ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้ามีรายได้รวม 100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้กว่า 80 ล้านบาท
โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมายคาร์เพิ่ม ซึ่งจุดขายที่บริษัทนำเสนอในซอฟต์แวร์มายคาร์ คือ ขายเป็นบริการจ่ายรายเดือน ไม่ได้เหมาจ่ายครั้งเดียว ทำให้บริษัทไม่ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากลงทุนทีเดียว เป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องของลูกค้า
"ซอฟต์แวร์ไทย หากมุ่งขายแต่ในประเทศก็จะโตได้ช้า จึงต้องมองการไปโตต่างประเทศ บริษัทร่วมลงทุนกับเอ็นอีซีญี่ปุ่น เฉพาะซอฟต์แวร์ตัวนี้ โดยจะแบ่งกำไรกันสัดส่วนบริษัทละ 50% เอ็นอีซีญี่ปุ่นจะช่วยในการนำซอฟต์แวร์ไปเจาะตลาดโลก รวมทั้งให้ฐานข้อมูลที่ครอบคลุมระดับสากล ขณะที่บริษัทจะเป็นผู้นำข้อมูลทุกอย่างมาพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อให้รองรับความต้องการใช้งานได้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะไทย" นายสมเกียรติ กล่าว
สำหรับมายคาร์ เป็นซอฟต์แวร์ที่เชื่อมโยงทุกตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บนฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้บริษัทแม่ได้ข้อมูลการขาย การบริการไปปรับปรุงให้ดีขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้า เช่น คาดการณ์ล่วงหน้าความต้องการอะไหล่แต่ละประเภทในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับเมื่อลูกค้ามา ทราบความชอบของลูกค้าในรถแต่ละรุ่นที่ออกเพื่อผลิตออกมา สีไหนขายดีก็จะเน้นผลิตสายนั้นเพิ่ม สามารถแจ้งประเมินเวลาให้บริการตรวจเช็ครถได้แม่นยำขึ้นเมื่อลูกค้านำรถเข้าศูนย์จะได้ทราบ
สำหรับ ความแตกต่าง ของโปรดักส์สินค้าตัวเก่าคือเกรซคลาสสิค กับโปรดัสก์เกรซ ซิมเปิ้ล นั้นพบว่า เทคโนโลยีการผลิตเกรซคลาสสิคนั้นผลิตจากเยื่อพีชธรรมชาติ ซึ่งเป็นเยื่อชานอ้อย 100% ส่วน เกรซซิมเปิ้ล นั้น เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาจากเยื่อชานอ้อยผสมกับเยื่อไผ่ ทำให้มีสีที่ออกเอิร์ท โทน สีครีม จากเยื่อไผ่ และคุณสมบัติ ใกล้เคียงกับเกรซคลาสิค และมีราคาถูกกว่าเกรซคลาสิคประมาณ 50% รวมทั้งเป็นผลิตภัณฑ์ปลอดภัย ไร้สารก่อมะเร็ง ใช้อุ่นอาหารในไมโครเวฟได้ ใส่อาหารได้ทั้งร้อน และเย็น ไม่รั่วซึม ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ภายใน 6 สัปดาห์ โดยผลิตภัณฑ์มีให้เลือก11รูปแบบ เช่น จานกลม ถ้วยชาม แก้วน้ำ และกล่องอาหาร
“นวัตกรรมในการผลิตและการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีความแตกต่างออกไปและการวาง Position ของผลิตภัณฑ์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายลูกค้าเป็นกลุ่มลูกค้าที่เป็นมีการใช้เป็นประจำทุกวัน จึงทำให้บริษัทพัฒนาสินค้าที่มีต้นทุนต่ำลงและสามารถตั้งราคาขายที่ต่ำลงประมาณ 50% จากราคาเกรซคลาสสิค (สีขาว) ซึ่งทำให้ลูกค้าเป้าหมายสามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น และเกิดการใช้มากขึ้น”
นายแพทย์วีรฉัตร กล่าวว่า ช่องทางการกระจายสินค้า ผ่านทางช่องทาง Traditional Trade หรือ ร้านบรรจุภัณฑ์ต่างๆ โดยในปัจจุบันมีร้านตัวแทนจำหน่ายกระจายทั่วประเทศ กว่า 400 ร้านค้า ส่วนการทำโฆษณาจะใช้สื่อหนังสือพิมพ์ เพราะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นวงกว้างทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ เพราะสามารถให้รายละเอียดผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น
ทั้งนี้ประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ติดต่อกันหลายสิบปี ล่าสุดในปีพ.ศ.2554 มีผู้เสียชีวิต 61,082 รายเฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 7 ราย เป็นชาย 35,437 ราย และหญิง 25,645 ราย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดย ผู้ชายป่วยมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งตับ ปอด ลำไส้และทวารหนัก ต่อมลูกหมากและมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้หญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม ตับ ปากมดลูก ปอดลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ดังนั้นการรับประทานอาหารจากโฟมต่อเนื่องกันเป็นประจำทุกวันเป็นเวลา 10 ปี มีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าปกติ 6 เท่า เพราะภาชนะโฟม ปล่อยสารสไตรีนออกมาได้แม้ในอาหารที่ อุณหภูมิ ปกติ เย็น และร้อน และยังสามารถซึมผ่านเปลือกไข่ได้ในอุณหภูมิปกติ
สำหรับระยะเวลาการย่อยสลายในธรรมชาติถ้าเป็นกระดาษใช้เวลา 25 เดือน เปลือกส้ม 5 เดือน ก้นบุหรี่ 1-2 ปี พลาสติก 450 ปี โฟม 2,000 ปี และถ้าเผาจะทำให้เกิดสารพิษ คือ สาร Dioxin ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็ง ทำให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศ และทำให้เกิดภาวะโลกร้อน อีกด้วย และถ้าการนำกลับมาใช้ใหม่ พลาสติกหรือโฟมที่นำกลับมาใช้ใหม่ จะต้องใช้สารเคมีเพิ่มเติมในการรีไซเคิล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการผลิตใหม่ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะจูงใจให้ผู้ประกอบการ ทำการรีไซเคิล และจะต้องลดเกรดของผลิตภัณฑ์ลง
เอสเอ็มทรูรุกเคป๊อปเต็มรูปแบบ
น.ส.ศศิธร กุลอุดมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ บริษัท เอสเอ็ม ทรู กล่าวว่าจากศักยภาพความเป็นคอนเวอร์เจนซ์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มทรู ผนวกกับความเป็นผู้นำด้านธุรกิจบันเทิงอันดับ 1 ในเกาหลีของเอสเอ็ม เอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุนของบริษัทเรา รวมทั้งทิศทางของธุรกิจบันเทิงเกาหลีในประเทศไทย ที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการที่กลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลีมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจบันเทิงของเอสเอ็มทรู ทั้งการจัดคอนเสิร์ต การบริหารจัดการศิลปิน การจำหน่ายซีดี และของที่ระลึกถูกลิขสิทธิ์ จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดคอนเสิร์ตเคป๊อปได้ถึง 50% ในปีนี้ โดยล่าสุดได้จัดคอนเสิร์ตทรูมูฟ เอช พรีเซนต์ “เอ็กซ์โซ ฟรอม เอ็กซ์โซแพลเน็ต นัมเบอร์วัน เดอะ ลอสท์ แพลเน็ต อิน แบงค็อก” ในวันที่ 13-14 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตของวงเอ็กซ์โซครั้งแรกในเมืองไทยนยายนนี้ ทางบริษัทฯ ได้ทำกิจกรรมการตลาดสำหรับโปรโมทคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในวงการเพลงเกาหลีในประเทศไทยที่จัดกิจกรรมอย่างอย่างยิ่งใหญ่ และน่าตื่นตาตื่นใจ อาทิ นิทรรศการอุกกาบาต EXO จาก EXOPLANET ที่ สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่, กิจกรรมพรีเซลบัตรคอนเสิร์ต, กิจกรรมร่วมสนุกกับแฟนคลับ โดยเน้นช่องทางสื่อสารโซเชี่ยลมีเดียทั้ง Facebook, Instragram และ twitter ซึ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยตรง นอกจากนี้เอสเอ็ม ทรูยังได้นำเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์อื่นๆของค่ายเอสเอ็มฯมาเผยแพร่ในประเทศไทย เริ่มต้นด้วยรายการเรียลลิตี้โชว์ “EXO’S SHOWTIME” ที่จะออกอากาศทางช่อง True4U ในวันที่ 21 สิงหาคม 2557
เกรซซิมเปิลหวังกวาดรายได้ปีนี้ 250 ล้าน
นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า บริษัทจะนำผลิตภัณฑ์เกรซ ซิมเปิล ซึ่งผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติเข้ามาทำตลาดมากขึ้น โดยเน้นเจาะตลาดกลุ่มลูกค้า ระดับกลางและพ่อค้าแม่ขาย ร้านอาหารต่างๆ ที่ต้องการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยกับผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ เช่น ตลาดน้ำ ศูนย์การค้าขนาดเล็กหรือคอมมูนิตี้ มอลล์ และถนนคนเดิน โดยวางระดับราคาต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ ที่เน้นจับกลุ่มลูกค้าระดับบนประมาณ 50% ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายยอดขายรวมปีนี้ไว้ที่ 250 ล้านบาท







