
ญี่ปุ่นปูดมาสด้าฟอร์ดเตียงหัก
มาสด้า ญี่ปุ่น ส่งสัญญาณ เลิกให้โรงงานในไทยผลิตป้อนฟอร์ด ด้านบริษัท ลูกในไทย ต่างฝ่ายต่างชี้แจงแบบแทงกั๊ก
มาสด้า ญี่ปุ่น ส่งสัญญาณ เลิกให้โรงงานในไทยผลิตป้อนฟอร์ด ด้านบริษัท ลูกในไทย ต่างฝ่ายต่างชี้แจงแบบแทงกั๊ก
สำนักข่าวนิกเกอิของญี่ปุ่น รายงานว่า บริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จะยุติความร่วมมือในการผลิตรถยนต์โดยสารกับบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ โดยมาสด้าจะเข้าควบคุมสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของบริษัทผลิตรถยนต์จากสหรัฐแต่เพียงผู้เดียวในโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย
ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั้งสองแห่งมีสายการผลิตที่โรงงานของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือเอเอที จ.ระยอง โดยถือหุ้นฝ่ายละ 50% มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ได้ปีละ 5 หมื่นคัน
ทั้งนี้ การที่มาสด้าเข้าคุมสายผลิตของฟอร์ดนั้น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นตั้งใจว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตโรงงานดังกล่าวขึ้นเท่าตัวเป็น 1 แสนคัน ในปี 2561 (ค.ศ. 2018) โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ประเภทคอมแพกต์อย่างมาสด้า 2 ขณะที่ฟอร์ดจะถ่ายโอนการผลิตรถยนต์ประเภทคอมแพกต์จากโรงงานของบริษัท เอเอที ไปยังโรงงานผลิตอื่นๆ ในไทย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นขั้นตอนล่าสุดที่จะลดความเป็นหุ้นส่วนที่ทั้งคู่เคยร่วมมือกันพัฒนางานระดับโลก ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงเรื่องการยุติการร่วมทุนช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้
อย่างไรก็ดี มาสด้ายังคงเดินหน้าผลิตเครื่องยนต์สำหรับยานยนต์ในโรงงานจังหวัดระยอง แถมยังมีแผนที่ส่งออกรถยนต์ประเภทคอมแพคท์ รวมถึงเครื่องยนต์ของมาสด้า ไปจำหน่ายในมาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ของไทยด้วย โดยเม็ดเงินการลงทุนทั้งสิ้นของมาสด้าในปี 2018 น่าจะอยู่ที่ราว 3 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 291 ล้านเหรียญสหรัฐ)
นอกจากนั้น มาสด้ายังคงรักษาและเดินหน้าผลิตรถยนต์บรรทุกภายในโรงงาน ที่มีกำลังในสายงานการผลิตของตนเองราว 70,000 คันต่อปีด้วย ขณะที่ฟอร์ดจะถ่ายโอนการผลิตรถยนต์ประเภทคอมแพคท์จากโรงงานของบริษัทเอเอทีไปยังโรงงานผลิตอื่นๆ ในไทย
ยอดขายรถใหม่ของมาสด้าในไทยช่วงปีงบประมาณ 2013 นั้น มีประมาณ 43,000 คัน ทางมาสด้าจึงวางตำแหน่งโรงงานการผลิตของไทยในฐานะที่ฐานการผลิตหลักสำหรับรถยนต์ประเภทคอมแพคท์ที่ประหยัดน้ำมันและมีราคาถูก เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดเกิดใหม่
ทั้งนี้ ฟอร์ดกลายมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของมาสด้า โดยมีสัดส่วนถึง 25% ในปี 1979 ส่วนปี 1996 นั้น ฟอร์ดก็เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในมาสด้ามากขึ้น ทว่าได้ขายหุ้นบางส่วนคืนให้แก่มาสด้าในปี 2010 ซึ่งปัจจุบันฟอร์ดถือหุ้นของมาสด้าอยู่เพียง 2% เท่านั้น และยุติการร่วมทุนในการผลิตในประเทศจีนเมื่อปี 2012 นิกเกอิของญี่ปุ่นรายงานต่อไปว่า มาสด้าจะปรับกลยุทธ์ระดับโลก โดยค่อยๆ สร้างพันธมิตรอย่างหลวมๆ กับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศและต่างประเทศให้กว้างขึ้น ล่าสุดมาสด้าเข้าเป็นหุ้นส่วนกับเฟียตของอิตาลี ที่ดำเนินงานภายใต้บริษัท เฟียต ไครสเลอร์ เพื่อพัฒนาและผลิตรถยนต์ประเภทสปอร์ต
ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงกรณีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานการยกเลิกผลิตรถยนต์ให้กับบริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย ว่า โรงงานของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือ เอเอที เป็นโรงงานร่วมทุนระหว่างบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ และบริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตรถกระบะ 1 ตัน เพื่อรองรับตลาดในประเทศและการส่งออกโดยมีกำลังการผลิตสูงสุด 2.4 แสนคัน/ปี
ทั้งนี้ ล่าสุด เอเอที ยังได้มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานระยะที่ 2 (อีโคคาร์เฟส2) โดยเป็นผู้ผลิตให้กับ มาสด้า และ ฟอร์ด ด้วยเงินลงทุนมูลค่า 9,727 ล้านบาท ซึ่งข้อตกลงความมือในการผลิตรถกระบะของทั้ง 2 แบรนด์จะมีการผลิตในโรงงานดังกล่าวอย่างแน่นอน ส่วนจะมีการปรับย้ายกำลังการผลิตของรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์อย่างไรนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับแผนของแต่ละบริษัท
แหล่งข่าวจากบริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนราว 1.5 หมื่นล้านบาท ตั้งโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 1.5 แสนคัน/ปี โดยได้ผลิตรถยนต์รุ่น ฟอร์ด โฟกัส ฟอร์ด เอคโค่ สปอร์ต อยู่ในโรงงานดังกล่าวเพื่อรองรับตลาดในประเทศและการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ขณะที่ ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังผลิตทั้งหมดอยู่ที่โรงงานเอเอที ซึ่งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด







