
ใช้กองทุนประกันซับน้ำตาลูกค้าประกันเจ๊ง
นานมากแล้วที่กฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัย และธุรกิจประกันชีวิต
โดย...วารุณี อินวันนา
นานมากแล้วที่กฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัย และธุรกิจประกันชีวิต ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแก้ไข ปรับปรุง ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันธุรกิจประกันวินาศภัยยังอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว และธุรกิจประกันชีวิตอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.ประกันชีวิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้นำเสนอแก้ไขกฎหมายประกันทั้งสองฉบับต่อกระทรวงการคลัง และคลังได้ส่งต่อให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2557
ทั้งนี้ คสช.ได้รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย และร่าง พ.ร.บ.ประกันชีวิต ไว้แล้ว และเมื่อมีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็จะบรรจุกฎหมายให้พิจารณาต่อไป
ประเด็นที่ คปภ.ขอแก้ไขนั้นเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง คือ แก้ไขให้กองทุนประกันวินาศภัย และกองทุนประกันชีวิต สามารถจ่ายเงินเบื้องต้น จำนวนไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้ประชาชนที่ซื้อประกันและ ถือกรมธรรม์ของบริษัทได้ทันที ขณะที่กฎหมายฉบับเดิมผู้เอาประกันจะได้รับเงินคืนต่อเมื่อบริษัทชำระ บัญชีเสร็จ ซึ่งกินเวลานานกว่า 8 ปี
นอกจากนี้ ยังแก้ไขเพื่อให้อำนาจทั้งสองกองทุน สามารถสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้ผู้เอาประกันภัยในการขอรับหนี้คืนทั้งหมด กรณีเกิดการเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบธุรกิจประกันภัย และให้อำนาจกองทุนเป็นผู้ชำระบัญชีได้
และหากทั้งสองกองทุนมีเงินไม่เพียงพอในการจ่ายให้ผู้เอาประกันภัย ก็สามารถกู้เงิน ออกตั๋วเงิน หรือออกตราสารทางการเงินได้ ส่วนเจ้าหนี้อื่น เช่น เจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้เงินกู้ เจ้าหนี้จากอู่ซ่อมรถ ฯลฯ จะได้รับชำระหนี้คืน
นอกจากนี้ กฎหมายที่แก้ไขได้เพิ่มบทกำหนดโทษคณะกรรมการบริษัทกรณีที่ไม่ส่งมอบบัญชีและเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งหมดของบริษัทให้แก่ผู้ชำระบัญชีภายใน 7 วัน ทั้งนี้เพื่อให้การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น
กล่าวได้ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้เอาประกันภัย ไม่ได้ช่วยเหลือผู้เอาประกันทั้งหมด เพราะไม่ว่าจะทำประกันไว้ วงเงิน เท่าไหร่ แต่กองทุนจะจ่ายสูงสุด 1 ล้านบาท เท่านั้น
ทั้งสองกองทุนนี้จึงทำหน้าที่คล้ายสถาบันประกันเงินฝากของระบบสถาบันการเงิน
ล่าสุด กระทรวงการคลังได้สั่งปิดบริษัท ยูเนี่ยนอินเตอร์ ประกันภัย เพิ่มอีกหนึ่งแห่งเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2557 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทประกันภัยที่ถูกสั่งปิดกิจการรวมแล้ว 6 บริษัท คือ
บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย มีผู้ยื่นขอรับชำระหนี้ ต่อกองทุน 1.26 หมื่นคำขอ เป็นผู้มีหนี้เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 57 คำขอ และกองทุนมีภาระที่ต้องจ่าย 802.49 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ ตามขั้นตอนกระบวนการล้มละลาย
บริษัท เอ.พี.เอฟ.อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ มีผู้ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อกองทุน 5,941 คำขอ เป็น ผู้มีหนี้เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 18 คำขอ และกองทุนมีภาระที่ต้องจ่าย 203.87 ล้านบาท จากการชำระบัญชีพบว่ามีทรัพย์สิน 70.54 ล้านบาท หนี้สิน 347.78 ล้านบาท มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน 277.23 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนกระบวนการล้มละลาย
บริษัท ลิเบอร์ตี้ประกันภัย มีผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อกองทุน 1,163 คำขอ เป็นผู้มีหนี้เกิน 1 ล้านบาท 30 คำขอ และกองทุนมีภาระที่ต้องจ่าย 139.5 ล้าน บาท ผลการชำระบัญชีมีทรัพย์สิน 638.93 ล้านบาท หนี้สิน 394.53 ล้านบาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 244.39 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการชำระบัญชี
บริษัท วิคเตอรี ประกันภัย (ประเทศไทย) มีผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อกองทุน 1,546 คำขอ เป็นผู้มีหนี้เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 9 คำขอ และกองทุน มีภาระที่ต้องจ่าย 146.61 ล้านบาท ผลการตรวจสอบบัญชีพบว่า มีทรัพย์สิน 20.79 ล้านบาท หนี้สิน 193.7 ล้านบาท มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน 172.91 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการชำระบัญชี
บริษัท ส่งเสริมประกันภัย มีผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อกองทุน 645 คำขอ เป็นผู้มีหนี้เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 5 คำขอ กองทุนมีภาระที่ต้องจ่าย 50.42 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการชำระบัญชี
ล่าสุด บริษัท ยูเนี่ยนอินเตอร์ ประกันภัย มีจำนวนลูกค้า ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2557 จำนวน 9.7 ล้านราย คิดเป็นทุนประกันภัยรวม 133 ล้านบาท
เป็นที่น่าสังเกตว่ายังไม่มีบริษัทประกันชีวิตถูกสั่งปิดกิจการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
สำหรับกองทุนประกันชีวิตนั้น สมชาย ดำรงสุนทรชัย ผู้จัดการกองทุนประกันชีวิต เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเงินกองทุนประมาณ 2,300 ล้านบาท แต่ธุรกิจประกันชีวิตไม่มีปัญหาอะไร บริษัทที่เคยมีปัญหาทางการเงินสามารถแก้ไขได้แล้ว โดยมีผู้ถือหุ้นรายใหม่มาซื้อกิจการไป ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อกองทุน
กมลวรรณ กีรติสมิธ ผู้จัดการกองทุนประกันวินาศภัย ยืนยันว่า กองทุนมีเงินอยู่ประมาณ 1,800 ล้านบาท ที่ได้จากการจ่ายสมทบของบริษัทประกันวินาศภัยเพียงพอในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับลูกค้าของทั้ง 6 บริษัทแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. ไม่ยืนยันตัวเลขมูลหนี้ที่แน่นอน เพราะผู้ขอยื่นรับชำระหนี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าเป็นหนี้จากการเอาประกันภัย ที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกองทุนประกันวินาศภัยหรือไม่
นอกจากนี้ บางกรณีอาจประนีประนอมหนี้ได้ และบางกรณีอาจไม่เข้าข่ายที่จะได้รับความคุ้มครอง ซึ่งทางบริษัทประกันวินาศภัยทั้งระบบจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยพิสูจน์หลักฐานของผู้ยื่นรับชำระหนี้ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและถูกต้อง เป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สำหรับกฎหมายฉบับนี้ถือว่าออกมาคุ้มครองประชาชน ให้ได้รับชำระหนี้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอกระบวนการล้มละลาย เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการทำประกันภัยและประกันชีวิต รวมทั้งจะทำให้บริษัทประกันภัยตรวจสอบกันเอง และเป็นหูเป็นตาให้ คปภ.ในการชี้เบาะแส หรือสะกิดให้ คปภ.รู้ว่าบริษัทไหนที่ธุรกิจเริ่มมีปัญหา
แต่ก็สร้างความไม่พอใจลึกๆ ต่อผู้บริหารบริษัท ที่ถูกสั่งปิดกิจการ และต่อ คปภ. ในฐานะผู้กำกับธุรกิจประกันภัย เพราะบริษัทประกันวินาศภัยที่มีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี เป็นมืออาชีพ และ ทำธุรกิจโปร่งใส ต้องมาอุ้มบริษัทที่มุ่งแต่เอาประโยชน์ส่วนตัว ด้วยการบริหารงานที่หละหลวม หรือบางบริษัท ผู้บริหารตั้งใจเข้ามากอบโกยเงินให้ตัวเองผ่านการขายประกันภัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คปภ.กลายเป็นโจทย์ของบริษัทประกันภัยที่บริหารงานโปร่งใส เพราะเมื่อมีบริษัทประกันภัยเจ๊ง คปภ.ในฐานะผู้กำกับก็ลอยตัว ไม่ถูกกล่าวโทษว่าบกพร่องในหน้าที่ หรือไม่มีการสอบสวนการทำหน้าที่ของผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ซ้ำยังใช้อำนาจบังคับให้บริษัทประกันภัยเข้าไปรับผิดชอบดูแลลูกค้าของบริษัทที่ไม่เป็นมืออาชีพแบบเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรม แต่ไม่มีบริษัทประกันวินาศภัยรายใดที่กล้าชนกับ คปภ.โดยตรง
หวังว่าในอนาคตการกำกับดูแลของ คปภ.จะทำให้บริษัทประกันภัยที่เหลือ มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง แต่ถ้าจะมีบริษัทประกันภัยใดเจ๊งอีก ก็ไม่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนมากเหมือนในอดีต







