
‘กสิกร’ดันสินเชื่อรถช่วยได้
รับมือยอดรถใหม่วูบลูกค้าขาดเงินตั้งเป้าปีนี้ฟันกำไร470ล้านบาท
รับมือยอดรถใหม่วูบลูกค้าขาดเงินตั้งเป้าปีนี้ฟันกำไร470ล้านบาท
ลีสซิ่งกสิกรไทย พลิกวิกฤตยอดรถซบ ดันสินเชื่อรถช่วยได้ช่วงคนเงินขาดมือ คาดปีนี้โต 50% เหตุพอร์ตยังเล็ก ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนจาก 9% เป็น 20% ใน 23 ปี
นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภายใน 23 ปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดสินเชื่อรถช่วยได้หรือสินเชื่อรถแลกเงินให้เป็น 20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 9% โดยใช้จุดแข็งช่องทางขายผ่านธนาคารกสิกรไทยที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและมีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะที่ตลาดรถแลกเงินมีการแข่งขันสูงและยังมีขนาดเล็กอยู่
ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริษัทมียอดสินเชื่อรถช่วยได้อยู่ประมาณ 8,000 ล้านบาท หรือ 9% ของยอดสินเชื่อคงค้างทั้งหมด อัตราการเติบโตจึงก้าวกระโดดสูงกว่าตลาด ทำให้คาดว่าปีนี้สินเชื่อรถช่วยได้จะเติบโต 50% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยจะขยายตลาดผ่านเจ้าหน้าที่ขายทางโทรศัพท์ที่มี 3,000 คน ใช้กลยุทธ์เสนอสินเชื่อรถช่วยได้ให้แก่ลูกค้าที่ผ่อนค่างวดใกล้หมด เป็นทางเลือกแก่ผู้ที่ต้องการเงินสด แทนการใช้สินเชื่อบุคคลที่ดอกเบี้ยแพงกว่า
“ตลาดรถช่วยได้มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้คนต้องการเงินสดมาหมุนเวียนมากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการสถาบันการเงินที่รุนแรง เพราะเป็นสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนดีใกล้เคียงตลาดรถยนต์มือสอง โดยปีนี้ประเมินว่าตลาดประเภทรถแลกเงินจะขยายตัว 14-17%” นายสุรัตน์ กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์ใหม่ได้ 2.93 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 22% แบ่งเป็นสินเชื่อใหม่เช่าซื้อและลีสซิ่ง 1.65 หมื่นล้านบาท ลดลง 11% และสินเชื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 1.28 หมื่นล้านบาท ลดลง 33% ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างมียอดรวม 8.80 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.6% และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 1% ทำให้มีกำไร 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดคงค้างรวมเพิ่มเป็น 9 หมื่นล้านบาท หรือขยายตัวประมาณ 34% ตั้งเป้ามีกำไร 470 ล้านบาท
นายสุรัตน์ กล่าวว่า ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ผ่านมา มีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้สถาบันการเงินและไฟแนนซ์เพิ่มเงินดาวน์สูงขึ้นอีก 510% จากเดิมเงินดาวน์เฉลี่ย 25% แต่ในครึ่งปีหลังมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ช่วยหนุนตลาดรถยนต์ในประเทศ ประเมินอัตราการหดตัวของยอดขายรถยนต์มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากช่วงไตรมาสแรกที่หดตัวสูงถึง 45.7% และไตรมาส 2 หดตัวอยู่ในระดับที่ 30% มาเหลือหดตัวอยู่ในระดับ 20% ไตรมาส 3 และระดับ 10% ในไตรมาส 4
กลุ่มเป้าหมายมีจำกัด คือ กลุ่มที่ผ่อนรถปีสุดท้าย จะขายก็ไม่คุ้ม จึงเป็นทางเลือกเมื่อเงินขาดมือก็ยังใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องได้
"เราปล่อยสินเชื่อรถช่วยได้ 1 คัน ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับปล่อยรถใหม่ 5 คัน ผลตอบแทนสูงจึงทำให้ผู้ประกอบการต่างหันมาจับตลาดสินเชื่อประเภทนี้กันมากขึ้นเช่นเดียวกับเรา ซึ่งตอนนี้ตลาดรถยนต์กำลังชะลอตัว จึงเชื่อว่า สัดส่วนพอร์ตรถช่วยได้จะเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย" นายสุรัตน์ กล่าว
นายสุรัตน์ กล่าวว่า ปีนี้ตั้งเป้ายอดคงค้างรวมเพิ่มเป็น 9 หมื่นล้านบาท หรือขยายตัวประมาณ 34% จากช่วงครึ่งปีแรกพอร์ตลีสซิ่งอยู่ที่ 8.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น สินเชื่อรถยนต์ใหม่ 60% เช่าซื้อรถองค์กร (Fleet) 26% รถช่วยได้ 9% และสินเชื่อแก่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ (KDEALAR FLOOR PLAN) 5% โดยไม่หวังเติบโตสูงในสินเชื่อ ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของธนาคารที่ต้องการเติบโตตามธรรมชาติ เพื่อควบคุมคุณภาพสินเชื่อและการให้บริการ
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ครึ่งปีแรก ยังอยู่ระดับต่ำที่ 1% อาจปรับขึ้นเล็กน้อยจาก 0.8% เมื่อสิ้นปี 2556 เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดสินเชื่อรถยนต์ที่ประสบปัญหาคุณภาพหนี้ แต่เชื่อว่าจะสามารถดูแลเอ็นพีแอลระดับนี้ถึงสิ้นปี เพราะตอนนี้เลิกทำตลาดรถยนต์มือสองมา 2 ปีแล้ว แม้จะได้ผลตอบแทนดีแต่เอ็นพีแอลสูงไม่คุ้มกัน ซึ่งขณะนี้รถยนต์มือสองมียอดคงค้างเพียงเล็กน้อยราวหลักสิบล้านบาทเท่านั้น
ทั้งนี้ ยอมรับว่า ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์มีความเสี่ยงในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้สถาบันการเงินและไฟแนนซ์ เพิ่มเงินดาวน์สูงขึ้น 510% จากเดิมเงินดาวน์เฉลี่ย 25% แต่ในครึ่งปีหลังมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ช่วยหนุนตลาดรถยนต์ในประเทศ ประเมินอัตราการหดตัวของยอดขายรถยนต์มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากช่วงไตรมาสที่ 1 ที่หดตัวสูงถึง 45.7% และไตรมาสที่ 2 หดตัวอยู่ในระดับที่ 30% มาเหลือหดตัวอยู่ในระดับ 20% ไตรมาสที่ 3 และระดับ 10% ในไตรมาสที่ 4
อย่างไรก็ดี แม้ไม่เน้นการเติบโตของสินเชื่อ แต่ยังคงรักษาอัตราการทำกำไรให้ได้ตามเป้าหมาย โดยปีนี้ตั้งเป้ามีกำไร 470 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าจะทำได้หลังจากครึ่งปีแรก มีผลกำไร 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.47% ส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะจากธุรกิจประกัน ผ่านบริษัท โพรเกรส มัลติ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ (PMIB) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของลีสซิ่งกสิกรไทย เน้นขายประกันของบริษัท เมืองไทยประกันภัย และเมืองไทยประกันชีวิต ที่เป็นพันธมิตรกับธนาคาร
ทำให้แนวโน้มตลาดปรับตัวดีขึ้น







