
เอฟทีเอไทยอียูล่าช้าหวั่นมาเลย์แซงหน้า
โพสต์ทูเดย์
— พาณิชย์ห่วงการเมืองแรง ทำไทยตกขบวนเจรจาเอฟทีเอกับอียู หวั่นมาเลเซียตัดหน้าไทย เดินหน้าเร่งให้คำตอบอียูภายในสิ้นปีนี้นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นอาจมีผลทำให้กรอบการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสหภาพยุโรป (อียู) เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาตามมาตรา 190 รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ล่าช้า ส่งผลให้ไทยอาจเปิดการเจรจาเอฟทีเอกับอียูไม่ได้ตามแผน เพราะก่อนหน้านี้อียูระบุชัดว่า มีความสามารถทำเอฟทีเอกับ 3 ประเทศในอาเซียนเท่านั้น โดยอียูเปิดเจรจากับสิงคโปร์และเวียดนามไปแล้ว เหลือไทยและมาเลเซียเท่านั้น
“
กระบวนการจัดทำกรอบเอฟทีเอไทยอียู เดินหน้าไปมากแล้ว แต่อาจล่าช้าตรงขั้นตอนเข้า ครม. และสภา ซึ่งตามแผนไทยจะให้คำตอบอียูในสิ้นปีนี้และพยายามจะทำให้ทัน แต่ทางมาเลเซียก็อาจเร่งกระบวนการภายในและให้คำตอบกับทางอียูในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งหากไทยช้ากว่ามาเลเซีย ก็จะหลุด 3 ประเทศแรกที่ทำเอฟทีเอกับอียู” นางนันทวัลย์ กล่าวทั้งนี้ หากไทยล่าช้าจะเสียเปรียบเวียดนามและมาเลเซียในการส่งสินค้าไปตลาดอียู ซึ่งมีสัดส่วนในการส่งออก 10% มูลค่าเฉลี่ยต่อปี 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ อียูได้แสดงความสนใจที่จะเจรจาเอฟทีเอกับประเทศในอาเซียนที่พร้อม โดยตั้งเป้าเจรจากับสิงคโปร์ เวียดนาม และไทย ซึ่งทั้งสองประเทศได้ตอบรับไปแล้ว เหลือแต่ไทยที่ยังไม่ตอบรับข้อเสนอ เพราะเห็นว่าอียูเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ การทำเอฟทีเอไทยมีทั้งได้เปรียบและเสียเปรียบ และมีผู้ได้ประโยชน์และผลกระทบ จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ
ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้เสนอให้ ครม. แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นจาก 4 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.ภาคประชาสังคม มีน.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุลผู้แทนกลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) เป็นประธาน 2.ภาคเกษตร มีนายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นประธาน 3.ภาคเอกชน มีนายอัครพล ลีลาจินดามัย ผู้ช่วยเลขานุการรมช.พาณิชย์ เป็นประธาน และ 4.ภาครัฐมีนางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธาน







