
รากหญ้าไม่ฟื้นค้าปลีกฟุบหวังครึ่งปีหลังกระตุ้นโต7%
แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นมาจะเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แต่เนื่องจากเม็ดเงินที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามอัดมากระตุ้นยังไม่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจปลายน้ำอย่างธุรกิจค้าปลีก ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกยังคงออกมาแสดงความเป็นห่วงภาพรวมธุรกิจค้าปลีกเป็นระยะๆ
แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นมาจะเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แต่เนื่องจากเม็ดเงินที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามอัดมากระตุ้นยังไม่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจปลายน้ำอย่างธุรกิจค้าปลีก ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกยังคงออกมาแสดงความเป็นห่วงภาพรวมธุรกิจค้าปลีกเป็นระยะๆ
ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่ยังน่าเป็นห่วงในช่วงครึ่งปีหลังนี้น่าจะเป็นกลุ่มค้าปลีกคอนซูเมอร์ เช่น ไฮเปอร์มาร์ท ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และคอนวีเนียนสโตร์ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายของกลุ่มค้าปลีกดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในระดับรากหญ้า ซึ่งเม็ดเงินที่อัดฉีดยังไม่เข้าสู่ระบบ เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มนิ่ง ประกอบกับเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว คาดการณ์ว่าประมาณไตรมาส 4 ภาพรวมกลุ่มธุรกิจค้าปลีกคอนซูเมอร์น่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นตามกำลังซื้อของผู้บริโภคที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งจากแนวโน้มที่ดีดังกล่าวน่าจะส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในสิ้นปีนี้มีอัตราการเติบโตได้ที่ประมาณ 67%
บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาอยู่ในทิศทางที่ชะลอตัวลง เห็นได้จากการประกาศตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ที่จีดีพีของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตติดลบประมาณ 0.6%
จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีสมาคมผู้ค้าปลีกไทยครึ่งปีแรกปี 2557 มีอัตราการเติบโตเพียง 4.6% เท่านั้น ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ทั้งปีว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 67% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนภายในประเทศ ส่งผลให้บรรยากาศไม่เอื้อต่อการจับจ่ายใช้สอย
ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวตั้งแต่ปลายปี 2556 ต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2 ปี 2557 ส่งผลให้หมวดสินค้าคงทนในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเพียง 4.5% ลดลงจากปี 2556 ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 8.5% ขณะที่หมวดสินค้ากึ่งคงทนมีอัตราการเติบโต 3% ลดลงจากปี 2556 ที่มีอัตราการเติบโต 5.5% และหมวดสินค้าไม่คงทน หรือสินค้าที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันมีอัตราการเติบโตที่ 5% เติบโตสูงกว่าปี 2556 ที่มีอัตราการเติบโต 4.5%
เมื่อจับตาการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด คือ คอนวีเนียนสโตร์เติบโต 7% ลดลงจากปี 2556 ที่เติบโต 10% ตามด้วยสเปเชียลตี้สโตร์ หรือร้านค้าเฉพาะทางเติบโต 4.5% ลดลงจากปี 2556 ที่เติบโต 8.5% ซูเปอร์มาร์เก็ตเติบโต 3.5% ลดลงจากปี 2556 ที่เติบโต 8% ซูเปอร์เซ็นเตอร์เติบโต 3.5% เท่ากับปี 2556 และดีพาร์ตเมนต์สโตร์เติบโต 3% ลดลงจากปี 2556 ที่เติบโต 5.5%
อัตราการเติบโตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคในระดับรายได้ต่ำ และเกษตรกรยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากส่วนใหญ่ยังคงมีหนี้สินภายในครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์สูง แต่จากการที่ผู้ประกอบการยังคงออกมาเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอุปสงค์ในประเทศจะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอ ส่งผลให้มั่นใจว่าภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกสิ้นปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่ 6.7% ได้อย่างแน่นอน
บุษบา กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งสิ่งที่อยากจะให้ภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนภาคเอกชน เพื่อให้ธุรกิจค้าปลีกเติบโตอย่างมั่นคง คือ การที่ภาครัฐมีการออกมาตรการต่างๆ เข้ามาสนับสนุน ซึ่งในส่วนของมาตรการเร่งด่วนที่เร่งดำเนินการ คือ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยการตรึงราคาสินค้าที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นราคาอาหาร ค่าโดยสาร หรือค่าเชื้อเพลิง
อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน หรือผู้บริโภค น่าจะเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกในปีหน้าและในอนาคต ซึ่งหาก คสช.สามารถดำเนินการตามนโยบายต่างๆ ที่ประกาศออกมาได้อย่างราบรื่น ก็คาดการณ์ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยอาจกลับมามีอัตราการเติบโตทะลุ 10% อีกครั้งในรอบ 2 ปี n
แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นมาจะเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แต่เนื่องจากเม็ดเงินที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามอัดมากระตุ้นยังไม่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจปลายน้ำอย่างธุรกิจค้าปลีก ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกยังคงออกมาแสดงความเป็นห่วงภาพรวมธุรกิจค้าปลีกเป็นระยะๆ
ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่ยังน่าเป็นห่วงในช่วงครึ่งปีหลังนี้น่าจะเป็นกลุ่มค้าปลีกคอนซูเมอร์ เช่น ไฮเปอร์มาร์ท ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และคอนวีเนียนสโตร์ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายของกลุ่มค้าปลีกดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในระดับรากหญ้า ซึ่งเม็ดเงินที่อัดฉีดยังไม่เข้าสู่ระบบ เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มนิ่ง ประกอบกับเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว คาดการณ์ว่าประมาณไตรมาส 4 ภาพรวมกลุ่มธุรกิจค้าปลีกคอนซูเมอร์น่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นตามกำลังซื้อของผู้บริโภคที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งจากแนวโน้มที่ดีดังกล่าวน่าจะส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในสิ้นปีนี้มีอัตราการเติบโตได้ที่ประมาณ 67%
บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาอยู่ในทิศทางที่ชะลอตัวลง เห็นได้จากการประกาศตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ที่จีดีพีของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตติดลบประมาณ 0.6%
จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีสมาคมผู้ค้าปลีกไทยครึ่งปีแรกปี 2557 มีอัตราการเติบโตเพียง 4.6% เท่านั้น ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ทั้งปีว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 67% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนภายในประเทศ ส่งผลให้บรรยากาศไม่เอื้อต่อการจับจ่ายใช้สอย
ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวตั้งแต่ปลายปี 2556 ต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2 ปี 2557 ส่งผลให้หมวดสินค้าคงทนในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเพียง 4.5% ลดลงจากปี 2556 ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 8.5% ขณะที่หมวดสินค้ากึ่งคงทนมีอัตราการเติบโต 3% ลดลงจากปี 2556 ที่มีอัตราการเติบโต 5.5% และหมวดสินค้าไม่คงทน หรือสินค้าที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันมีอัตราการเติบโตที่ 5% เติบโตสูงกว่าปี 2556 ที่มีอัตราการเติบโต 4.5%
เมื่อจับตาการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด คือ คอนวีเนียนสโตร์เติบโต 7% ลดลงจากปี 2556 ที่เติบโต 10% ตามด้วยสเปเชียลตี้สโตร์ หรือร้านค้าเฉพาะทางเติบโต 4.5% ลดลงจากปี 2556 ที่เติบโต 8.5% ซูเปอร์มาร์เก็ตเติบโต 3.5% ลดลงจากปี 2556 ที่เติบโต 8% ซูเปอร์เซ็นเตอร์เติบโต 3.5% เท่ากับปี 2556 และดีพาร์ตเมนต์สโตร์เติบโต 3% ลดลงจากปี 2556 ที่เติบโต 5.5%
อัตราการเติบโตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคในระดับรายได้ต่ำ และเกษตรกรยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากส่วนใหญ่ยังคงมีหนี้สินภายในครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์สูง แต่จากการที่ผู้ประกอบการยังคงออกมาเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอุปสงค์ในประเทศจะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอ ส่งผลให้มั่นใจว่าภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกสิ้นปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่ 6.7% ได้อย่างแน่นอน
บุษบา กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งสิ่งที่อยากจะให้ภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนภาคเอกชน เพื่อให้ธุรกิจค้าปลีกเติบโตอย่างมั่นคง คือ การที่ภาครัฐมีการออกมาตรการต่างๆ เข้ามาสนับสนุน ซึ่งในส่วนของมาตรการเร่งด่วนที่เร่งดำเนินการ คือ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยการตรึงราคาสินค้าที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นราคาอาหาร ค่าโดยสาร หรือค่าเชื้อเพลิง
อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน หรือผู้บริโภค น่าจะเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกในปีหน้าและในอนาคต ซึ่งหาก คสช.สามารถดำเนินการตามนโยบายต่างๆ ที่ประกาศออกมาได้อย่างราบรื่น ก็คาดการณ์ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยอาจกลับมามีอัตราการเติบโตทะลุ 10% อีกครั้งในรอบ 2 ปี







