posttoday
กลุ่มขนส่งยังน่าซื้อ

กลุ่มขนส่งยังน่าซื้อ

28 พฤษภาคม 2553

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตยังแนะซื้อหุ้นกลุ่มขนส่งทั้ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) และบริษัท การบินไทย (THAI) แม้ถูกปัญหาการเมืองฉุดกำไร แต่ราคาหุ้นถูกกระหน่ำเกินไป และเชื่อว่าในที่สุดนักท่องเที่ยวจะกลับมาเมืองไทยเสมอ

บล.แห่งนี้ประมาณการผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีผลต่อการท่องเที่ยวว่า จะได้รับผลกระทบในช่วงไตรมาส 2 แต่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาส 4 ปี 2553 โดยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจะเผชิญกับความสูญเสีย เนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองในกรุงเทพฯ แต่เชื่อว่าประเทศยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักสำหรับนักท่องเที่ยว

ขณะที่คาดว่าอุตสาหกรรมน่าจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วดังเช่นในอดีต แม้ว่าประเทศไทยจะเผชิญกับการระบาดของไข้หวัดนกปี 2547 สึนามิในปี 2548 การทำรัฐประหารในปี 2549 เศรษฐกิจถดถอย การประท้วงของเสื้อเหลือง และการปิดสนามบินในปี 2551 และการเกิดจลาจลของเสื้อแดงในปี 2552 แต่จำนวนผู้โดยสารของบริษัท ท่าอาศยานไทย (AOT) ยังคงเติบโต 3.5% ต่อปี ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ภายใต้สมมติฐานที่ว่าประเทศไทยอาจจะกลับมาสงบอีกครั้ง

“เราคาดว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวน่าจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 เนื่องจากเป็นช่วง High Season ยังคงมีความหวังภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้าย ถึงแม้จะมีคำเตือนของหลายประเทศในเรื่องการมาท่องเที่ยวในประเทศไทย”

Skyscanner เว็บไซต์ค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกยังคงชี้ว่า การค้นหาเที่ยวบินมายังไทยในเดือน มิ.ย. ก.ค. และ ส.ค.ปีนี้ ยังคงไม่ลดลงมากนัก กรุงเทพฯ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และปัจจุบันมีการค้นหาเที่ยวบินมายังไทยติดอันดับที่ 13 ของเว็บไซต์ Skyscanner ถึงแม้จะมีความรุนแรงของการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ แต่จำนวนผู้โดยสารของ AOT ยังคงขยายตัว 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือน เม.ย.

บล.ธนชาตปรับลดประมาณการกำไรลง 16% สำหรับ AOT และ 40% สำหรับ บริษัท การบินไทย

“เราปรับลดประมาณการกำไรปกติลงราว 16% มาอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท สำหรับ AOT และ 40% มาอยู่ที่ 5,000 ล้านบาทสำหรับ THAI เนื่องจากความรุนแรงทางการเมืองในช่วงไตรมาส 2 รุนแรงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ได้ลดประมาณการกำไรของเราสำหรับ AOT และ THAI ในปี 2554 ลงเล็กน้อย เนื่องจากคาดว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป โดยคาดว่ากำไรปี 2554 จะเติบโต 75% และ 38% สำหรับ AOT และ THAI”

อย่างไรก็ตาม บล.ธนชาตเชื่อว่าตลาดรับรู้ถึงข่าวร้ายในเรื่องการลดลงของจำนวนผู้โดยสารในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 ไปแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ราคาหุ้น AOT และ THAI ลดลงราว 28% และ 27% จากระดับสูงสุดในปีนี้ แต่มูลค่าหุ้นยังดูน่าสนใจ โดย AOT ซื้อขายที่มูลค่าการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (EV/ EBITDA) ที่ 7.5 เท่าในปี 2553

ดังนั้น จึงแนะนำให้ซื้อเพราะเป็นราคาถูก ในอดีตที่ 812 เท่า ขณะที่ THAI ซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E) และราคาต่อมูลค่าบัญชี (P/BV) ที่ 9.2 เท่า และ 0.7 เท่าในปี 2553 เทียบกับอุตสาหกรรมเฉลี่ยที่ 12.7 เท่า และ 1.4 เท่า ดังนั้นจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” ทั้ง AOT และ THAI

ทั้งนี้ ได้มีการปรับลดประมาณการกำไรของ AOT ลงเนื่องจากการชุมนุมมีความรุนแรงกว่าคาด จึงให้สมมติอัตราการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่ระมัดระวังมากขึ้นที่ 10% ในปี 2553 (เดือน ต.ค. 2552ก.ย. 2553) จากเดิม 12% เทียบกับจำนวนผู้โดยสารที่เติบโต 21% ในเดือน ต.ค. 2552เม.ย. 2553 ซึ่งทำให้ประมาณการกำไรปกติของเราลดลงราว 16%

แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อในแนวโน้มการท่องเที่ยวของไทย และคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสแรกปี 2554 (เดือน ต.ค.ธ.ค. 2553) เนื่องจากเป็นช่วง High Seasons ดังนั้นจึงยังคงประมาณการกำไรปกติสำหรับปี 2554 ที่ 3,200 ล้านบาท (สมมติให้ผู้โดยสารเติบโต 8% ในปี 2554) เพิ่มขึ้น 75% จากปี 2553 ไว้เหมือนเดิม ราคาเป้าหมายถูกปรับลงมาอยู่ที่ 45 บาท/หุ้น จาก 48 บาท

ถึงแม้ว่าจะมีความรุนแรงของการประท้วง แต่จำนวนผู้โดยสารของ AOT ยังคงเติบโต 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในเดือน เม.ย. และแม้ว่าเราจะสมมติให้จำนวนผู้โดยสารลดลง 35% จากไตรมาสแรก และ 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2553 ซึ่งต่ำกว่าในช่วงที่ปิดสนามบิน แต่ยังคงคาดว่า AOT จะมีกำไรปกติจำนวน 32 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3 สำหรับช่วงไตรมาส 4 แม้ว่าจะคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะฟื้นตัวขึ้นราว 16% จากไตรมาสแรก (แต่ยังคงลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) แต่ AOT น่าจะรายงานกำไรปกติจำนวน 74 ล้านบาทเนื่องจากการบันทึกโบนัสพนักงานยังคงมีมูลค่าที่น่าสนใจ แม้ว่ากำไรจะถูกปรับลง

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงความสูญเสียในช่วงไตรมาส 2 ไม่ได้ แต่เชื่อว่าตลาดรับรู้ถึงเรื่องนี้ไปแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ราคาหุ้น AOT ลดลงราว 28% จากระดับสูงสุดในเดือน ม.ค. ถึงแม้ว่าจะปรับประมาณการกำไรลง แต่มูลค่าหุ้น AOT ยังน่าสนใจ เราคาดว่า EBITDA ในปี 2553 จะเติบโต 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 11% ในปี 2554 และซื้อขายที่ EV/EBITDA ที่ 7.5 เท่าในปี2553 และ 6.0 เท่าในปี 2554 ซึ่งเป็นระดับ Lowend ในอดีตที่ 812 เท่า ยังคงแนะนำ “ซื้อ” AOT

บล.ธนชาต คาดว่าจะมีการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่า 7.8 หมื่นล้านบาท ในปี 25532558 แต่เนื่องจากความรุนแรงในกรุงเทพฯ และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง แผนดังกล่าวจึงเป็นไปได้ที่จะถูกเลื่อนออกไป นอกจากนี้การมีสนามบินดอนเมืองเป็นสนามบินที่สองและจำนวนผู้โดยสารที่ลดลงยังทำให้สนามบินสุวรรณภูมิสามารถรองรับผู้โดยสารได้อย่างเพียงพอไปจนถึงปี 2556 คาดว่าการเลื่อนการขยายสนามบินออกไปเป็นข่าวดี เนื่องจากจะทำให้ AOT สามารถสำรองเงินไว้สำหรับการลงทุนในอนาคตได้ปรับลดประมาณการกำไรอีกครั้ง

กำไรงวดไตรมาสแรกปีนี้ต่ำกว่าคาด และความรุนแรงจากการประท้วงของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ทำให้ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2553 ของ THAI ลงไปอีก 35% มาอยู่ที่ 4,800 ล้านบาท เพราะ 1) บล.อัตราผลตอบแทนต่อผู้โดยสาร ลงมาอยู่ที่ 2.68 บาท/คนกม.

และ 2) ค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้น 10% แต่คาดว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยน่าจะฟื้นตัวได้เร็วเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งประเทศไทยเผชิญกับการระบาดของไข้หวัดนกในปี 2547 สึนามิในปี 2548 การทำรัฐประหารในปี 2549 เศรษฐกิจถดถอย การประท้วงของเสื้อเหลือง และการปิดสนามบินในปี 2551 และการเกิดจลาจลของเสื้อแดงในปี 2552

ดังนั้น จึงยังคงประมาณการกำไรปกติสำหรับปี 2554 ที่ 6,800 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนไว้เหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตาม กำไรปกติต่อหุ้นจะเติบโตเพียง 16% เท่านั้น เพราะแผนการเพิ่มทุนในไตรมาส 3 ดังนั้นราคาเป้าหมายจึงลดลงมาอยู่ที่ 28 บาท/หุ้นจาก 30 บาท กำไรแย่สุดในไตรมาส 2 แต่ฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 4 Cabin Factorของ THAI อยู่ที่ 72% และ 61% ในเดือน เม.ย. และ พ.ค. 81% ในไตรมาสแรกและระดับคุ้มทุนที่ 70%

“เราคาดว่าอัตราผลตอบแทนผู้โดยสาร น่าจะลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 2.55 บาท/คนกม. ในไตรมาส 2 เพราะเป็นช่วง Low Seasons 2.63 บาท/คนกม. ในไตรมาส แรกจาก Cabin Factor เฉลี่ยในไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 68% จึงคาดว่า THAIจะมีผลขาดทุนราว 3,000 ล้านบาทในไตรมาส 2 แต่เนื่องจากเป็นช่วง High Seasons จึงคาดว่า Cabin Factor ของ THAI จะดีขึ้นมาอยู่ที่ 69% ในไตรมาส 3 และ 74% ในไตรมาส 4 ซึ่งทำให้บริษัทมีผลขาดทุนน้อยลงที่ 747 ล้านบาทในไตรมาส 3 และมีกำไร 3,700 ล้านบาทในไตรมาส 4 ยังคงมีมูลค่าที่น่าสนใจ แม้ว่าจะถูกปรับกำไรลง

บล.ธนชาตเชื่อว่าตลาดรับรู้การสูญเสียรายได้ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในช่วงไตรมาส 2 ไปแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ราคาหุ้น THAI ลดลง 27% จากระดับสูงสุดในปลายเดือน มี.ค. แม้ว่าจะปรับประมาณการกำไรลงอย่างมาก แต่มูลค่าหุ้น THAI ยังคงน่าสนใจ โดยซื้อขายที่ P/E ที่ 9.2 เท่า และ P/BV ที่ 0.7 เท่าในปี 2553 เทียบกับอุตสาหกรรมเฉลี่ยที่ 12.7 เท่า และ 1.4 เท่า แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มทุน แต่ THAI ยังคงซื้อขายที่ P/E และ P/BV ที่ต่ำที่ 8.4 เท่า และ 0.7 เท่าในปี 2011 คงคำแนะนำ “ซื้อ”

แผนการเพิ่มทุนของ THAI ยังคงเป็นไปกำหนดการที่วางไว้ ปัจจุบันบริษัทอยู่ในช่วงการทำการตรวจสอบฐานะทางการเงิน และคาดว่าจะขายได้ในเดือน ส.ค.

“เราได้รวมแผนการเพิ่มทุน 2 หมื่นล้านบาท (สมมติให้ออกหุ้นใหม่ 770 ล้านหุ้น ที่ราคา 26 บาท/หุ้น) ในประมาณการของเราแล้ว แต่มีความเสี่ยงว่า THAI อาจจะไม่สามารถเพิ่มทุนที่ราคานี้ได้ หากตลาดยังคงอ่อนแอ สมมติให้ราคาหุ้นใหม่ อยู่ที่ 23 บาท/หุ้น และมีหุ้นใหม่ 870 ล้านหุ้น ราคาเป้าหมายน่าจะลดลงมาอยู่ที่ 27 บาท/หุ้น”

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน