posttoday
เงินบาทแข็งค่าระยะสั้น...ตามแรงหนุนการเข้าหาสินค้าทรัพย์เสี่ยง

เงินบาทแข็งค่าระยะสั้น...ตามแรงหนุนการเข้าหาสินค้าทรัพย์เสี่ยง

28 กรกฎาคม 2557

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.8032.00 เรามองว่าความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองระหว่างประเทศเริ่มผ่อนแรงลง น่าจะทำให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินเอเชียยังคงเป็นที่นิยมอยู่

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.8032.00 เรามองว่าความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองระหว่างประเทศเริ่มผ่อนแรงลง น่าจะทำให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินเอเชียยังคงเป็นที่นิยมอยู่

โดยในสัปดาห์นี้ มีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกและดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ของสหรัฐ และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ (FOMC) โดยเราคาดว่าผลการประชุม FOMC ในสัปดาห์หน้า จะมีการประกาศลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ หรือโปรแกรม QE ลงอีกตามที่ตลาดคาดไว้

แต่ต้องติดตามว่าคณะกรรมการ FOMC จะมีการส่งสัญญาณเรื่องความชัดเจนในการขึ้นดอกเบี้ยมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ คือ ยังคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้ค่าเงินบาทน่าจะยังทรงตัวอยู่ในกรอบที่แข็งค่าได้อีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ทำให้น่าจะมีแรงซื้อเงินดอลลาร์จากผู้นำเข้าเพื่อการชำระเงินบ้าง และส่งผลให้การแข็งค่าเงินบาทชะลอตัวลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 32.11 และเคลื่อนไหวในกรอบที่แข็งค่าขึ้นระหว่าง 31.76-32.14 โดยช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินบาทปรับแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 7 เดือน และแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค ซึ่งมีแรงหนุนมาจากกระแสเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม เงินบาทเริ่มชะลอการแข็งค่าในช่วงปลายสัปดาห์ ภายหลังการประกาศตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐครั้งแรก ปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำสุดรอบ 8 ปี สอดคล้องกับมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคการจ้างงาน

นอกจากนี้ การประกาศตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อของจีนเมื่อกลางสัปดาห์ ซึ่งออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ตลาดมองว่าเศรษฐกิจจีนเริ่มได้รับผลบวกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลตั้งแต่เดือน พ.ค. เป็นต้นมา และส่งผลให้นักลงทุนมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อเศรษฐกิจจีนและเอเชียโดยรวม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนเรื่องการไหลเข้ามาของเงินทุน และช่วยให้ค่าเงินบาทยังคงทรงตัวในระดับที่แข็งค่าได้ เงินบาทปิดตลาดที่ 31.83

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดในภูมิภาคเอเชียเห็นแรงซื้อจำนวนมาก สำหรับตลาดไทย เห็นแรงซื้อทั้งในตลาดพันธบัตรจำนวนมากถึง 7.21 หมื่นล้านบาท และในตลาดหุ้นจำนวน 1,680 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าช่วงนี้ความสนใจในตลาดพันธบัตรไทยเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วยหนุนให้ต้นทุนในการกู้ยืมของทั้งภาครัฐและเอกชนปรับลดลงเล็กน้อยในตลาดรอง ปริมาณการซื้อขายโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยหุ้นกู้ช่วงอายุไม่เกิน 5 ปี ยังคงเป็นช่วงอายุที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุด อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันของหุ้นกู้มีการปรับลดลงตามอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล โดยหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ A ถึง A+ ช่วงอายุประมาณ 2 ปี มีการซื้อขายกันที่อัตราผลตอบแทนประมาณ 2.95%-3.30% และช่วงอายุ 3 ปี มีการซื้อขายกันอยู่ในช่วงอัตราผลตอบแทนประมาณ 3.15-3.80% และสำหรับในตลาดแรก หุ้นกู้ที่มีการเสนอขายใหม่เป็นหุ้นกู้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อันดับเครดิต BBB อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.35% จำนวน 500 ล้านบาท และอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.65% จำนวน 500 ล้านบาท เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ สำหรับหุ้นกู้นั้น

สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินสกุลอื่นๆ ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ 1.3526 โดยช่วงต้นสัปดาห์ เงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ เนื่องจากนักลงทุนยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบในยูเครนและแถบตะวันออกกลางอยู่บ้าง ช่วงกลางสัปดาห์เงินยูโรอ่อนค่าลงมา แม้ว่าดัชนีภาคการผลิตของยูโรโซนในเดือนมิถุนายนจะออกมาดีกว่าที่คาดเล็กน้อย แต่ตลาดยังคงมองว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนยังมีความเปราะบางอยู่ ประกอบกับความกังวลของนักลงทุนว่าสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ จะออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม และหากเป็นเช่นนั้นจะส่งผลให้ราคาพลังงานปรับเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเชิงลบได้ เนื่องจากยุโรปต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียในปริมาณสูง เงินยูโรปิดตลาดที่ 1.3449 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)

ส่วน ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 101.38 และปรับอ่อนค่าลงตลอดสัปดาห์ ช่วงต้นสัปดาห์ ตลาดของญี่ปุ่นปิดทำการหนึ่งวัน ประกอบกับความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ก่อนเริ่มผ่อนแรงลง ทำให้นักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย ช่วงกลางสัปดาห์ธนาคารกลางญี่ปุ่นออกมากล่าวว่า ภาคการส่งออกของญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอ แม้ว่าค่าจ้างแรงงานและอัตราเงินเฟ้อเริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว และกล่าวว่าการดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงมีความจำเป็นอยู่ ซึ่งทำให้ตลาดมองเห็นโอกาสที่ญี่ปุ่นจะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในระยะต่อไป ช่วงปลายสัปดาห์ เราจึงเห็นค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงบ้าง โดยอยู่ที่ระดับ 101.90 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท