
ใคร ทำอะไร แบบไหน มีกินมีใช้ตลอดชีวิต
แม้ว่าการวิจัยเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ
แม้ว่าการวิจัยเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณของกลุ่มแรงงานในระบบ ช่วงอายุ 40-60 ปี ที่สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะงานวิจัยชิ้นนี้ที่ทำให้เรารู้ว่า คนในวัย 40-60 ปี มีข้อผิดพลาดในการวางแผนเกษียณอยู่ถึง 7 ข้อ
1.เริ่มต้นวางแผนช้าเกินควร
2.มีความมั่นใจเกินควร
3.ไม่มีความเข้าใจด้านการวางแผนการเงินเท่าที่ควร
4.ประมาณการค่าใช้จ่ายหลังเกษียณน้อยเกินควร
5.ประมาณอายุเฉลี่ยน้อยเกินควร
6.ออมเงินไว้น้อยเกินควร
7.เกษียณก่อนกำหนดเร็วเกินควร
และทั้ง 7 ข้อนี้ โพสต์ทูเดย์ก็เคยนำเสนอไปแล้ว
แต่บอกได้เลยว่า ไม่ผิดหวังเลยที่เข้าไปนั่งฟัง บุญเลิศ จิตรมณีโรจน์ นักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บรรยายเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะทำให้รู้ว่ายังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกมากที่งานวิจัยชิ้นนี้ค้นพบ
แค่เก็บเงินยังไม่พอ
บุญเลิศเปรียบเทียบการวางแผนเพื่อการเกษียณว่า เหมือนกับการ “เดินมาราธอน” แรกๆ เดินช้าๆ ไปก่อน เพราะในชีวิตเรายังมีแผนการเงินอื่นๆ ที่ต้องทำด้วย ไม่ว่าจะเป็นวางแผนซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ เพื่อการศึกษา เพื่อลูก ฯลฯ
แต่ไม่ว่าจะมีแผนการออมอยู่สักกี่แผนในชีวิตนี้ แต่ก็ต้องเดินหน้าออมเพื่อการเกษียณไปเรื่อยๆ และเร่งฝีเท้าสุดๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายใกล้จะเกษียณ
เพราะฉะนั้น “จุดเปลี่ยน” ของคุณภาพชีวิตหลังเกษียณก็อยู่ที่ว่า เราเริ่มออกเดินมาราธอนเร็วแค่ไหน และเมื่อถึงเวลาที่ต้องเร่งความเร็วในการออมเราทำได้มากแค่ไหน
แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กัน (จริงๆ แล้วก็ต้องบอกว่า อย่างที่เราส่วนใหญ่ทำกัน) คือ เราแทบจะไม่ได้สนใจชีวิตหลังเกษียณ หรือการออมเอาไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณกันสักเท่าไร
ในงานวิจัยนี้ได้บทสรุปว่า กว่าที่คนวัย 40-60 ปี จะเริ่มวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ ก็เข้าใกล้เกษียณมากแล้ว โดยส่วนใหญ่จะมาเริ่มที่อายุ 40-50 ปี (รวมกัน เท่ากับ 58% ของ 825 คนที่ตอบแบบสอบถาม) และอายุเฉลี่ยที่เริ่มวางแผน คือ 42 ปี เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้จะช้าอยู่ไม่ได้อีกแล้ว
เงินออมไว้...ไม่พอใช้
นอกจากนี้ บุญเลิศยังบอกอีกว่า การวางแผนเพื่อการเกษียณ ไม่ใช่แค่ออมไปจนถึงวันเกษียณ แต่ต้องคิดถึงชีวิตหลังเกษียณด้วย
และถ้าอยากรู้ว่า เงินก่อนเกษียณกับเงินหลังเกษียณอันไหนจะมากกว่ากัน
คำตอบของคำถามนี้ บุญเลิศ หาจาก “เงินออมส่วนเกิน ณ วันเกษียณ” หรือ (Retirement Saving Gap : RSG)
เงินก่อนเกษียณ คือ เงินออมที่เราเก็บออมมาตลอดชีวิตการทำงาน แต่ตอนนี้เรายังไม่เกษียณ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อถึงวันเกษียณเราจะมีเงินอยู่สักกี่บาท
ในงานวิจัยนี้ หาตัวเลขนี้จากการนำ “สินทรัพย์สุทธิ” ซึ่งคือทรัพย์สินทั้งหมดที่เรามีอยู่ หักลบด้วยหนี้สินทั้งหมด จากนั้นก็มาดูว่า แล้วนับจากวันนี้ไปจนถึงวันเกษียณ เราตั้งใจจะออมเงินเพิ่มขึ้นสักเท่าไร
และเพื่อให้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ก็ต้องบวก “ผลตอบแทน” ของเงินก้อนนี้เข้าไปด้วยว่า ทรัพย์สินและเงินลงทุนของแต่ละคนคาดว่า จะงอกเงยขึ้นได้สักปีละกี่เปอร์เซ็นต์ (บุญเลิศ บอกว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนที่ตอบแบบสอบถามมีผลตอบแทนจากการลงทุนปีละประมาณ 7%)
เมื่อได้เงินก้อนตอนเกษียณแล้ว สิ่งที่ต้องหาคำตอบถัดไป คือ เงินที่เราต้องใช้นับตั้งแต่วันที่เกษียณไปจนสิ้นอายุขัย เป็นเท่าไร
บุญเลิศ บอกว่า กว่าจะตอบคำถามนี้ได้ ต้องรู้ว่าแต่ละเดือนหลังเกษียณเราจะใช้เงินเดือนละกี่บาท (โดยหากต้องการรักษามาตรฐานการใช้ชีวิตแบบเดิมไว้ เราจะใช้เงินประมาณ 70% ของรายได้เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ) จากนั้นก็มาประเมินว่า แล้วเราจะมีชีวิตอยู่เพื่อใช้เงินไปอีกกี่ปี
แต่ต้องทำผิดพลาดด้วยการประมาณการค่าใช้จ่ายหลังเกษียณน้อยเกินควร และประมาณอายุเฉลี่ยน้อยเกินควร เพราะมันจะทำให้ตัวเลขที่ออกมาไม่ถูกต้อง
เพราะคนที่ตอบแบบสอบถามในงานวิจัยนี้ มีมากถึง 84% ที่บอกว่า จะใช้เงินหลังเกษียณน้อยกว่า 70% ของรายได้เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณโดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ 34% ซึ่งนั่นอยู่ในภาวะ “เกษียณทุกข์”
ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังคิดว่า ชีวิตของตัวเองจะไม่ยืนยาว เท่ากับค่าเฉลี่ยของคนไทย หรือไม่ก็คิดว่า อายุจะยืนมากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งทั้งสองแบบก็มีปัญหาและความเสี่ยงเฉพาะตัว แต่ที่แน่ๆ คือ เราจะประเมินจำนวนเงินที่ต้องใช้ในวัยเกษียณผิดพลาด
เมื่อได้ตัวเลขจำนวนเงินที่ต้องใช้ไปตลอดชีวิตแล้ว บุญเลิศ บอกว่า ยังไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ทันที แต่ต้องนำไป “คิดลด” เพื่อหาว่า เงินที่ต้องใช้จ่ายในอนาคตหลังเกษียณ ถ้าคิดกลับมาเป็นเงินในวันที่เกษียณจะเป็นเท่าไร
หลังจากรู้แล้วว่า เงินที่เราน่าจะมีในวัยเกษียณเป็นเท่าไร และจำนวนเงินที่ต้องใช้จ่ายไปตลอดชีวิต เป็นเท่าไร ก็เพียงแค่นำมาหักลบกัน โดยให้เงินออม ณ วันเกษียณเป็นตัวตั้งและนำเงินที่ต้องใช้ทั้งหมดมาลบออก
ค่าที่ได้จะออกมาได้แค่ 2 ทางเท่านั้น คือ บวก กับ ลบ
คนที่หักลบกันแล้วออกมาเป็น “บวก” ไม่ว่าจะบอกสักกี่บาทก็คงโล่งใจ เพราะหมายความว่า เราจะมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต
ขณะที่คนที่หักลบออกมาแล้ว “ติดลบ” ก็คงจะเศร้า โดยเฉพาะตัวเลขที่ติดลบมากๆ เพราะนั่นหมายความว่า เราจำเป็นต้องใช้เงินมากกว่าจำนวนที่เราเก็บออมไว้ ซึ่งจะเป็นที่มาของเรื่องสลด เพราะเงินหมดก่อนที่เราจะตาย และไม่แน่ว่า วันหนึ่งเราอาจจะได้ออกทีวีเป็นคนในสื่อสังคมออนไลน์ที่คนทั่วๆ ไปต้องยื่นมือมาช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่บวกนิดหน่อย ก็อย่าวางใจเกินไป หรือคนที่เป็นลบเล็กน้อย ก็อย่าคิดว่าชีวิตหลังเกษียณจะต้องล้มละลายหายต๋อมไป เพราะยังอยู่ในโซนที่พอจะแก้ไขได้
คุณ คือ ผู้โชคดีมีเงินใช้ตลอดชีวิต
จากการหาจำนวนเงินส่วนเกิน ณ วันเกษียณ ทำให้บุญเลิศได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า...
- คนอายุระหว่าง 40-50 ปี มีเงินส่วนเกิน ณ วันเกษียณ มากกว่าคนอายุระหว่าง 51-60 ปี อยู่ 650,639 บาท
- รับราชการ มีปริมาณเงินส่วนเกิน ณ วันเกษียณมากกว่าพนักงานบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ 657,195 บาท
- ผู้ชาย เงินส่วนเกิน ณ วันเกษียณ มากกว่า เพศหญิง 617,091 บาท
- คนที่เคยได้รับความรู้ มีความเข้าใจ และเคยวางแผนเพื่อการเกษียณ จะมีปริมาณเงินส่วนเกิน ณ วันเกษียณ คนที่ไม่มีคุณสมบัติทั้งสามข้อ เท่ากัน 1,391,801 บาท
- คนที่ยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้จะมีปริมาณเงินส่วนเกิน ณ วันเกษียณมากกว่าคนที่ตอบรับความเสี่ยงจากการลงทุนไม่ได้ 1,088,253 บาท
นอกจากนี้ ถ้าประเมินจากพฤติกรรมการลงทุนแล้วจะเห็นว่า คนที่มีการลงทุนหุ้น ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จะมีเงินส่วนเกิน ณ วันเกษียณมากกว่าคนที่ไม่ลงทุนมากถึงเท่าตัว
ในขณะที่การมีภาระต้องดูแลคนอื่นก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินส่วนเกิน ณ วันเกษียณติดลบ แต่หากเป็นคนที่ไม่ภาระรับผิดชอบชีวิตใคร ชีวิตเขาจะเป็นบวก มีเงินเหลือพอกินพอใช้ไปตลอดชีวิต
แต่หากดูจากตารางจะเห็นเลยว่า คนในฝั่งซ้ายของตาราง น่าจะอยู่ในภาวะ “อาการน่าเป็นห่วง” ในขณะที่คนฝั่งขวา อาจจะบอกได้ว่า “รอดแล้วเรา” หรืออย่างน้อยก็ “เกือบจะรอดแล้วเรา”
แล้วเราอยู่ในฝั่งซ้ายหรือขวา และถ้าอยู่ในฝั่งซ้าย พร้อมไหมที่จะกระโดดข้ามมาอยู่ในฝั่งขวาด้วยกัน







