
จุดเด่น‘ทาร์เก็ตเดทฟันด์’
เป็นนโยบายลงทุนของกองเลี้ยงชีพนักวิชาการชี้ลูกจ้างไม่เข้าใจเลือกไม่ถูก
เป็นนโยบายลงทุนของกองเลี้ยงชีพนักวิชาการชี้ลูกจ้างไม่เข้าใจเลือกไม่ถูก
นักวิชาการชี้เอ็มโพยีช้อยส์ไร้ประโยชน์ สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่เข้าใจการลงทุน
นายบุญเลิศ จิตรมณีโรจน์ นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า แม้ว่าการเปิดให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับสมาชิกแต่ละคน หรือ Employee’s Choice จะเป็นสิ่งที่ดี แต่จะไม่เกิดประโยชน์หากสมาชิกกองทุนไม่มีความรู้ด้านการลงทุน
“จากการวิจัยเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณของกลุ่มแรงงานในระบบช่วงอายุ 40-60 ปี พบว่า 58% ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เคยเปลี่ยนนโยบายการลงทุน ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่อยากเปลี่ยน หรือผัดวันประกันพรุ่ง” นายบุญเลิศ กล่าว
นอกจากนี้ การมีทางเลือกลงทุนที่หลากหลายเกินไปยังทำให้สมาชิกกองทุนตัดสินใจเลือกนโยบายการลงทุนที่ไม่เหมาะสมกับตัวเองอีกด้วย
“ถ้ามีนโยบายลงทุนให้เลือก 10 นโยบาย นักลงทุนไม่รู้จะเลือกอะไร และมีความเป็นไปได้ที่จะเลือกลงทุนทุกนโยบาย ในขณะที่งานวิจัยในต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า ทุกๆ 10 ทางเลือกลงทุนที่เพิ่มขึ้นจะมีโอกาสที่พนักงานจะสมัครเป็นสมาชิกกองทุนลดลง 2%” นายบุญเลิศ กล่าว
นายบุญเลิศ แนะนำว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพควรกำหนดนโยบายการลงทุนที่ปรับสมดุลตามช่วงอายุของสมาชิกแต่ละคน หรือ Targetdate Fund โดยที่สมาชิกกองทุนไม่จำเป็นต้องคอยปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ ยังควรกำหนดให้นโยบายการลงทุนแบบ Targetdate Fund เป็นนโยบายมาตรฐานสำหรับสมาชิกกองทุนที่ไม่ได้เลือกลงทุนนโยบายลงทุนแบบใด ในสหรัฐกำหนดใช้นโยบายนี้เป็นนโยบายมาตรฐาน และยังพบว่าพนักงานที่เลือกนโยบายลงทุนเองได้ผลตอบแทนน้อยกว่านโยบายมาตรฐาน 2.96% ต่อปี
นายบุญเลิศ กล่าวอีกว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศไทยมักจะกำหนดนโยบายมาตรฐานที่มีความเสี่ยงต่ำสุด ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนน้อยเกินไป และไม่เหมาะกับพนักงานที่อายุยังน้อย ขณะที่ 70% กองทุนสำรองเลี้ยงชีพในออสเตรเลียจะกำหนดนโยบายมาตรฐานเป็นสินทรัพย์เสี่ยง 70% และไม่เสี่ยง 30%
พร้อมกันนี้ นายบุญเลิศ ยังเสนอให้ปรับวิธีการเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยให้พนักงานที่เข้ามาทำงานใหม่ทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนแบบอัตโมัติ แต่เปิดโอกาสให้สามารถลาออกได้ เพราะเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้พนักงานเป็นสมาชิกกองทุนมากขึ้น จากปัจจุบันที่พนักงานจะต้องสมัครเข้ากองทุน
“จากการวิจัยพบว่า คนที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะมีเงินออมส่วนเกิน ณ วันเกษียณมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสูงถึง 764,384 บาท” นายบุญเลิศ กล่าว
ขณะที่ 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังเห็นด้วยกับการใช้ระบบการออมภาคบังคับ เพราะฉะนั้นหากมีการผลักดันการออมภาคบังคับ เชื่อว่าจะได้รับการตอบที่ดีจากประชาชน
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพในต่างประเทศมีสัดส่วนการลงทุนหุ้นค่อนข้างมาก ขณะที่ในประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนหุ้นประมาณ 13% และลงทุนในตราสารหนี้สูงถึง 75%







