
เมอร์คเล็งผุดโรงงานแห่ง2
เล็งประเทศในกลุ่มอาเซียนรับเปิดเออีซีเร่งทำตลาดไทยหวังดันยอดโต5%
เล็งประเทศในกลุ่มอาเซียนรับเปิดเออีซีเร่งทำตลาดไทยหวังดันยอดโต5%
เมอร์คเร่งศึกษากลุ่มประเทศอาเซียน ผุดโรงงานแห่ง 2 รับเออีซี ควบเดินเครื่องบุกตลาดไทย
นายปัญญา กิจเจริญการกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์ค บริษัทในเครือเมอร์ค เคจีเอเอ ประเทศเยอรมนี ผู้ดำเนินธุรกิจสินค้าเพื่อสุขภาพ เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ และเครื่องมือในห้องแล็บ เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาประเทศที่มีศักยภาพในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างโรงงานผลิตสินค้าแห่งใหม่ จากก่อนหน้านี้ได้เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในประเทศอินโดนีเซียแล้ว เพื่อผลิตสินค้าเข้าทำตลาดในประเทศอินโดนีเซียและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ
สำหรับโรงงานแห่งใหม่นี้ บริษัทมีแผนจะผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากปี 2558 จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จึงถือเป็นโอกาสที่ดีในการขยายธุรกิจในอนาคต
“โรงงานแห่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นศูนย์กลางด้านการผลิต เพื่อให้สินค้าของบริษัทสามารถแข่งขันในด้านราคาได้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทแม่ได้ขยายธุรกิจครอบคลุมอยู่ในเออีซี และมีโรงงานผลิตอยู่ในหลายประเทศ โดยในอาเซียนมีที่อินโดนีเซีย ส่วนไทยเป็นการทำตลาดโดยการจ้างผลิตและนำเข้า” นายปัญญา กล่าว
ขณะที่แนวทางการทำตลาดนับจากนี้จะให้ความสำคัญกับกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเคมีภัณฑ์ ประกอบด้วย อุปกรณ์ เครื่องมือในห้องแล็บ (ปฏิบัติการ) และสารเคมีต่างๆ กลุ่มยา เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ และยาทั่วไป ซึ่งทั้งสองกลุ่มสินค้าปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ 50:50 จากรายได้รวม 2,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ล่าสุดยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “เซเว่นซีส์ กัมมี่” ในกลุ่มวิตามินสำหรับเด็ก ในรูปแบบเคี้ยวเข้าทำตลาด เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายเด็กอายุ 410 ขวบ พร้อมมีแผนใช้งบ 25% ของยอดขายทั้งหมด เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกลุ่มสินค้าดังกล่าว และได้ดึง “ธัญญาเรศ และน้องลียา เองตระกูล มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อช่วยสร้างแบรนด์สินค้าดังกล่าว
ปัจจุบันตลาดวิตามินเด็กมีมูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท แบ่งออกเป็นแบบน้ำ 25% มีการเติบโตลดลง 23% แบบเม็ด 25% ไม่มีการเติบโต และแบบเคี้ยว 50% เติบโต 45% โดยในปีนี้คาดว่าตลาดรวมจะเติบโตราว 10% ขณะที่ภาพรวมรายได้กลุ่มสินค้าวิตามินของบริษัทสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 20%
“ช่วง 6 เดือนแรก บริษัทเติบโต 45% ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ เนื่องจากธุรกิจของบริษัทขึ้นอยู่กับภาพรวมด้านเศรษฐกิจของประเทศ ในครึ่งปีแรกเกิดปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองธุรกิจของบริษัทก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่หลังจากขยายธุรกิจเพิ่มขึ้นคาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้รวมเติบโต 45%” นายปัญญา กล่าว







