
เอกชนหนุนคสช.เดินหน้าแผนแม่บทฯน้ำ
ส.อ.ท.หนุน คสช. เดินหน้าแผนแม่บทฯน้ำ รับมือภัยแล้ง น้ำท่วม แนะดูแลคอร์รัปชั่นป้องกันถูกต่อต้านซ้ำรอยโครงการ 3.5 แสนล้าน
ส.อ.ท.หนุน คสช. เดินหน้าแผนแม่บทฯน้ำ รับมือภัยแล้ง น้ำท่วม แนะดูแลคอร์รัปชั่นป้องกันถูกต่อต้านซ้ำรอยโครงการ 3.5 แสนล้าน
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.สนับสนุนแนวทางการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาและบริหารจัดการน้ำที่ขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กำลังอยู่ระหว่างบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำอยู่โดยภาคเอกชนต้องการเห็นแผนที่เป็นแก้ไขปัญหาทั้งระบบที่เป็นระยะยาวและเพื่อให้โครงการดังกล่าวเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม ต้องให้มีกระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันปัญหาการคอร์รัปชั่น เพื่อลดการต่อต้านเนื่องมาจากความไม่ไว้ใจต่อปัญหาคอร์รัปชั่น เช่นเดียวกับที่เกิดกับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท แต่การเดินหน้าโครงการก็มีความจำเป็น เพราะการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบมีความจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างถาวรที่ต้องดูแลทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง และป้องกันน้ำท่วมดังนั้นต้องไม่ให้ปัญหานี้เกิดซ้ำอีก
นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า คสช.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาและบริหารจัดการน้ำของประเทศที่จะเป็นแผนระยะยาว 10 ปีแบ่งเป็นระยะสั้น 1-2 ปี ระยะกลาง 3-5 และระยะยาว 10 ปีซึ่งล่าสุดได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเร่งการทำงาน 5 คณะ
คณะอนุฯชุดที่ 1ดูแลแผนการบริหารจัดการน้ำภาคเหนือ กลางและตะวันตก ชุดที่ 2 ดูแลด้านภาคอีสานและใต้ ชุดที่ 3 ดูแลเรื่องระบบข้อมูล ชุดที่ 4 ดูแลโครงสร้างองค์กรบริหารจัดการน้ำ และชุดที่ 5 ด้านการประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน ซึ่งภายใน 30 ก.ค.นี้ทั้ง 5 คณะจะเสนอกรอบการทำงานทั้งหมดเพื่อให้คณะทำงานชุดใหญ่พิจารณาและหลังจากนั้นจึงจัดทำแผนรวมก่อนที่จะประกาศแผนให้ประชาชนรับทราบเป็นการบูรณาการทุกฝ่ายในวันที่ 15 ต.ค. 2557
“คสช. ได้ยกเลิกแผนบริหารน้ำ 3.5 แสนล้านบาทไป และแผนนี้ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาและต้องเร่งด่วนไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด ในขณะที่แผนใหม่จะวางทั้งประเทศซึ่งจากการประมาณการเดิมที่เคยศึกษาไว้จะใช้เงินลงทุนจัดการทั้งระบบ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งแผนใหม่จะเป็นตัวเลขเท่าใดก็ต้องมาดูแต่แผนใหม่ไม่เพียงคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ป้องกันน้ำท่วมเท่านั้นแต่จะเพิ่มการดูแลน้ำเสียเข้าไปด้วย”นายสุพจน์กล่าว
นายสุพจน์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการบริหารจัดการระยะเร่งด่วนก็อาจจะนำโครงการเดิมที่มีความเป็นไปได้และในที่สุดก็จะต้องดำเนินการมาเร่งทำ ซึ่งในปี 2557 ยังมีงบประมาณเดิมเหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เช่น กรณีของการสร้างเขื่อนภาคเหนือเช่น จ.ลำพูน จ.เพชรบูรณ์มาดำเนินการได้เพราะจากแผนเดิม 18 เขื่อนภาคเหนือขณะนี้มีการผ่านการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอแล้ว 4 แห่ง







