
ใช้ Model นำทาง
"ซื้อแพง ขายถูก” เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่มักจะเกิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการลงทุนในหุ้นที่หวังกำไรระยะสั้น อาจเป็นเพราะไม่ได้วิเคราะห์พื้นฐานหุ้นให้มากพอ เข้าไปซื้อเมื่อราคาสูงแล้ว หรือหุ้นนั้นปัจจัยดีอยู่แต่ถือยาวไม่ได้เพราะไม่ได้ใช้เงินเย็น จึงต้องจำใจขายขาดทุน หากไม่ขายก็กลายเป็นศัพท์อีกคำหนึ่งคือติดดอย
"ซื้อแพง ขายถูก” เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่มักจะเกิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการลงทุนในหุ้นที่หวังกำไรระยะสั้น อาจเป็นเพราะไม่ได้วิเคราะห์พื้นฐานหุ้นให้มากพอ เข้าไปซื้อเมื่อราคาสูงแล้ว หรือหุ้นนั้นปัจจัยดีอยู่แต่ถือยาวไม่ได้เพราะไม่ได้ใช้เงินเย็น จึงต้องจำใจขายขาดทุน หากไม่ขายก็กลายเป็นศัพท์อีกคำหนึ่งคือติดดอย
ปัญหาคือ “ไม่รู้จังหวะ” ไม่รู้ว่าเมื่อไรควรซื้อ ควรขาย ผู้ลงทุนบางคนใช้คำแนะนำของมาร์เก็ตติ้งเป็นเข็มทิศนำทาง ซึ่งมาร์เก็ตติ้งหลายคนทำการบ้านมาดี อ่านข่าว อ่านบทวิเคราะห์มามาก บอกปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยภายนอกรอบด้าน เป็นผู้ช่วยของผู้ลงทุนได้อย่างดี ทำให้การตัดสินใจไม่ผิดพลาด
ในขณะที่คงมีบ้างบางคนที่เชียร์ให้ซื้อขายถี่ๆ เห็นกำไรไม่กี่สตางค์ก็แนะนำให้ขาย แล้วเข้าใหม่วันละหลายรอบ (89 รอบ/วันก็เคยเห็น) บางคนแนะนำให้ล้างพอร์ตทุกสิ้นวันด้วย เรียกว่าสะอาดยิ่งกว่าตลาดสด ซึ่งสุดท้ายค่าคอมมิชชั่นที่ผู้ลงทุนต้องจ่ายอาจไม่ใช่เงินจำนวนเล็กๆ อย่างที่คิด
ตัวอย่างสมมติเงินลงทุน 1 แสนบาท ถ้าซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่คิดค่าธรรมเนียม 0.2578% แล้วซื้อขายแบบเข้าออกทุกวัน ไม่เหลือหุ้นค้างพอร์ตข้ามวันคือ ซื้อ 1 แสนบาท แล้วขาย 1 แสนบาท ในวันเดียวกัน จะมีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายวันละ 515.60 บาท หากทำอย่างนี้ทุกวันใน 1 ปี (สมมติว่ามีวันซื้อขาย 240 วัน) จะเกิดค่าใช้จ่ายประมาณ 1.24 แสนบาท! (ยังไม่รวม VAT) ซึ่งค่าใช้จ่ายจำนวนนี้มากกว่าเงินต้นที่ใช้ลงทุนเสียอีก ถ้าใช้วิธีนี้ต้องให้ได้กำไรมากๆ ถึงจะคุ้มทุน
หลายคนเห็นสัจธรรมนี้แล้ว จึงมองหาเข็มทิศนำทางใหม่ๆ ในการจับจังหวะ
ธุรกิจ “โรงเรียนสอนเล่นหุ้น” เปิดตัวกันมากขึ้น กับโฆษณาทางสื่อออนไลน์และช่องโทรทัศน์ดาวเทียม ที่ว่าเรียนจบได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง รวยได้เป็นล้าน ไม่มีทางขาดทุน โดยมักจะสอนให้ใช้สูตร หรือ Model ที่สร้างบนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรม Excel พักหลังนี้มีผู้ตั้งตัวเป็นกูรูหลายคนผลิตสูตรออกมาได้มากมาย ค่าเรียนและค่าสูตรจึงถูกลง ส่วนผู้เรียนคือผู้ลงทุนหน้าใหม่และหน้าเก่าที่ลงทุนแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ หวังจะได้สุดยอดเคล็ดวิชาที่จะทำให้รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง! ยอมจ่ายค่าเรียนและเสียค่าสูตร ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนอีกอย่างหนึ่ง
ในมุมมองของผู้เรียนย่อมรู้สึกว่าสูตรนั้นช่างสลับซับซ้อน ผู้คิดสูตรจึงให้ผู้เรียนแค่นำข้อมูลมากรอกลงในตาราง Excel เท่านั้น จากนั้นก็จะรู้ว่าควรซื้อควรขายที่ราคาเท่าไหร่ และบางสูตรคำนวณช่วงวันที่ให้ด้วย เช่น ควรซื้อภายในวันที่ 18 ก.พ. และขายภายในวันที่ 30 เม.ย. เป็นต้น
ว่าไปแล้วการเล่นตามสูตรแบบนี้มีลักษณะคล้ายการวิเคราะห์แบบ Technical ที่ใช้ข้อมูลในอดีตมาทำนายแนวรับแนวต้าน โดยมีความเชื่อหลักที่ว่ารูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในอนาคตจะเป็นเหมือนในอดีต ซึ่งอาจจะไม่ผิดและไม่ถูกเสมอไป แต่ในส่วนของผู้ใช้งานมีเรื่องที่ควรระวัง ได้แก่
(1) สูตรจะใช้ได้ต่อเมื่อรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในอนาคต “ซ้ำรอยเดิม” กับในอดีต ซึ่งในความเป็นจริงโอกาสที่รูปแบบจะไม่เหมือนเดิมย่อมเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป เช่น บริษัทเคยขายสินค้าในยุโรปเป็นหลัก แต่ตอนนี้ขายไม่ได้ หรือภาวะเศรษฐกิจ หรือภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป เช่น การขึ้นดอกเบี้ยของประเทศที่มีตลาดเงินขนาดใหญ่ ทำให้เงินลงทุนไหลออก ดังนั้นการคำนวณโดยสูตรที่มักใช้เฉพาะราคา ความผันผวน และผลตอบแทน (เช่น ปันผล) ในอดีตอาจไม่สะท้อนตามปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง
(2) ในเมื่อเรามีสูตรได้ อีกหลายคนย่อมมีสูตรได้เช่นกัน แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะสามารถทำกำไรจากสูตรนี้ได้ไปตลอด สูตรเดียวกันอาจทำให้เกิดการซื้อขายเข้าออกในหุ้นเดียวกันเหมือนๆ กัน และในจังหวะเวลาเดียวกันก็ได้
(3) เป็นไปได้ไหมที่คนที่รู้ทันสูตรจะดักซื้อหุ้นนั้นไว้ก่อน เพื่อรอขายให้เราซึ่งกำลังรอเวลาเข้าตามที่สูตรบอก และหากมีการตั้งกลุ่มเพื่อนัดแนะในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งยิ่งมีโอกาสที่จะดักได้ง่ายขึ้น
(4) คนคิดสูตรเป็นใคร คุณรู้จักและเชื่อถือเขาได้ขนาดไหน?
ผู้ลงทุนที่สนใจศึกษาการใช้สูตรจัดว่าเป็นผู้ที่ใฝ่หาความรู้ และดีกว่าลงทุนเก็งกำไรสั้นๆ แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ลงทุนจะต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยแวดล้อมประกอบด้วย
ในโลกนี้ไม่มีใครสามารถรับประกันผลตอบแทนในการลงทุนในหุ้นให้เราได้ เราจึงต้องใช้เหตุผลและข้อมูลให้มากในการตัดสินใจ ที่สำคัญอย่ามั่นใจในตัวช่วยมากเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายได้ค่ะ
“ก.ล.ต.อยากให้คนไทยลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง”







