
สถาบันทิ้งฟันกำไรกดดัชนีดิ่ง
โบรกประสานเสียงหุ้นดิ่ง 17.74 จุด ปรับฐานปกติ สถาบันในประเทศขายฟันกำไรเกิน 14%
โบรกประสานเสียงหุ้นดิ่ง 17.74 จุด ปรับฐานปกติ สถาบันในประเทศขายฟันกำไรเกิน 14%
ตลาดหุ้นไทยวันที่ 22 ก.ค. ปรับฐานรุนแรงถึง 21.62 จุด ก่อนมีแรงไล่ซื้อคืนสนับสนุนให้ดัชนีกระเตื้องขึ้นมาปิดที่ 1,520.81 จุด ลดลง 17.74 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 68,568.40 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันทิ้งหนักสุด 2,067 ล้านบาท นับตั้งแต่ต้นเดือนถึงปัจจุบันขายทั้งสิ้น 9,838 ล้านบาท ส่วนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,716 ล้านบาท รวมตั้งแต่ต้นเดือนซื้อสุทธิ 1.8 หมื่นล้านบาท
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยว่า ดัชนีที่ลดลงแรงเป็นเพียงการขายทำกำไรออกมาหลังดัชนีวิ่งขึ้นมาต่อเนื่อง 5 สัปดาห์ติดต่อกัน และเชื่อว่าน่าจะเป็นของสถาบันในประเทศหลังจากเข้าซื้อต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2557 ทั้งนี้หากคิดตามราคาตลาด การซื้อของสถาบันจะมีมูลค่ากว่า 3.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกำไรราว 14% และจากการคำนวณต้นทุนเฉลี่ยจะอยู่บริเวณ 1,370 จุดเท่านั้น ซึ่งต้นทุนต่ำแบบนี้ขายตรงไหนก็มีกำไร
สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ยังเป็นสิ่งที่คาดหวังได้โดยเห็นได้จากการแข็งค่าของเงินบาทที่ปิด 31.78-31.80 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็นตัวยืนยันถึงการไหลเข้ามาของเงินทุน ซึ่งปัจจัยที่จะเป็นตัวดึงดูดเม็ดเงินเข้ามา คือ ความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังและต่อเนื่องถึงปีหน้า
นอกจากนี้ ล่าสุดหัวหน้า คสช.กำลังจะยื่นทูลเกล้าฯ รัฐธรรมนูญชั่วคราว หลังจากที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวมีผลบังคับใช้ การดำเนินการในโรดแมประยะที่ 2 ของ คสช. ก็ถือว่าได้เริ่มต้นขึ้น โดยจะมีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ขึ้นมา การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ก่อนจะตามมาด้วยการจัดตั้งรัฐบาล สภาปฏิรูปฯ และคณะทำงานในการร่างรัฐธรรมนูญ หากบุคคลที่จะเข้ามาเป็น ครม. และทีมเศรษฐกิจ มีประวัติดีเป็นที่ยอมรับจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนให้ดีขึ้น
นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ์ลงทุน บล.ธนชาต กล่าวว่า ดัชนีที่ปรับตัวลดลงมองว่าเป็นเพียงการปรับฐาน ไม่ได้มีปัจจัยลบอะไรเข้ามากระทบตลาดในช่วงนี้ ส่วนประเด็นการเลื่อนพิจารณาการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนั้นไม่น่าจะใช่เหตุผลที่กระทบ เพราะสุดท้ายแล้วการลงทุนจะต้องเกิดขึ้นในช่วง 12-15 เดือนข้างหน้า จึงมองว่าหุ้นที่ลดลงเป็นเพียงปรับฐานหลังจากดัชนีวิ่งขึ้นมารวมๆ กว่า 350 จุด และอยู่ในภาวะที่มีแรงซื้อมากเกินไปจึงปรับฐานลงบ้าง







