
ความหวังใหม่รายย่อยวอน คสช.ตั้งสภาเอสเอ็มอี
เสียงเรียกร้องของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
เสียงเรียกร้องของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วประเทศกว่า 2.73 ล้านราย ที่เรียกร้องไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อจัดตั้งสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือสภาเอสเอ็มอี เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยมีหัวแรงหลัก คือ “เพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด” นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (เอทีเอสเอ็มอี) ได้รวบรวมเครือข่ายสมาชิกเอสเอ็มอีในประเทศรวมพลังผลักดันสภาเอสเอ็มอีให้สำเร็จ
วัตถุประสงค์จัดตั้งสภาเอสเอ็มอีในครั้งนี้ เพ็ญทิพย์ เปิดเผยว่า มี 6 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ 1.เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการประสานนโยบายและดำเนินการกับภาครัฐ 2.ประสานให้เกิดความร่วมมือที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมพัฒนาธุรกิจ การค้า การลงทุน ปกป้องสิทธิและความยุติธรรมที่สมาชิกพึงได้รับ เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีศักยภาพในการประกอบการ สามารถพัฒนาและขยายธุรกิจให้ก้าวหน้า
3.ศึกษาและรวบรวมปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในการแก้ปัญหา อุปสรรค และข้อขัดข้องในการประกอบการ 4.เป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประเภทต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ ทั้งระดับประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
5.ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแก่รัฐบาลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการประกอบการ ทั้งในด้านอุตสาหกรรม การค้าและการบริหาร นำไปสู่การกำหนดนโยบาย หรือการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ วิธีการปฏิบัติต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ และ 6.ส่งเสริมให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม การค้า และการบริหาร
“สาเหตุที่ต้องจัดตั้งสภาเอสเอ็มอี เพราะที่ผ่านมาไม่มีองค์กรที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของเอสเอ็มอีในการประสานนโยบายและดำเนินส่งเสริมวิสาหกิจร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือเป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนองค์กรภาคเอกชนที่เป็นตัวแทนของเอสเอ็มอียังขาดความเข้มแข็งและขาดการประสานบูรณาการงานระหว่างกัน”
ส่วนองค์กรที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจที่สำคัญหลายองค์กร เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นตัวแทนของวิสาหกิจขนาดใหญ่ ที่มุ่งเน้นคุ้มครองรักษาผลประโยชน์และปกป้องสิทธิของสมาชิกในกลุ่มของตน ทำให้ปัญหาและความต้องการของเอสเอ็มอีไม่ได้รับการสะท้อนในเวทีต่างๆ อย่างถูกต้องและเพียงพอ
ทั้งนี้ การมีสภาเอสเอ็มอีจะเกิดประโยชน์สำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ 1.เกิดองค์กรที่เชื่อมประสานงานระหว่างเอสเอ็มอีในภาคส่วนต่างๆ ได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการประกอบการทั้งในระดับจุลภาคและเศรษฐกิจระดับมหภาค
2.มีตัวแทนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นกลางและได้รับการยอมรับ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทางการส่งเสริมพัฒนา และการแก้ไขปัญหาในการประกอบการของเอสเอ็มอีแก่ภาครัฐ เพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเอสเอ็มอีอย่างเป็นระบบ
หน่วยงานรัฐที่ร่วมสนับสนุนจัดตั้งสภาเอสเอ็มอี ได้แก่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยโครงสร้างของการจัดตั้งจะยึดหลักมีส่วนร่วม ให้ตัวแทนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกำหนดโครงสร้างและองค์ประกอบของสภาเอสเอ็มอี มีสัดส่วนวิสาหกิจในภาคส่วนและพื้นที่ต่างๆ กลุ่มเอสเอ็มอีอย่างหลากหลาย ทั้งจากภาคผลิต การค้า และบริหาร มีการจัดทำประชาพิจารณ์ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีโอกาสรับทราบข้อมูลโดยละเอียด
เป็นความหวังเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของเอสเอ็มอี อยากให้จัดตั้ง “สภาเอสเอ็มอี” ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของรายย่อย ที่มีการจ้างงานคิดเป็นสัดส่วน 80.4 ของการจ้างงานรวมของประเทศ มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) คิดเป็น สัดส่วน 37.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ มีมูลค่าการส่งออกของเอสเอ็มอี มีมูลค่าประมาณ 1.761 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็น 25.5% ของมูลค่าส่งออกรวมของประเทศ แต่...สุดท้ายอยู่ที่ คสช.จะสร้างความฝันของเอสเอ็มอีให้สำเร็จหรือไม่







