
กสทช.สอบตกธรรมา
ภิบาล3 ปี กสทช.สอบตกด้านธรรมาภิบาล เปิดเผยข้อมูลล่าช้า ตั้งงบประมาณกรรมการไม่โปร่งใส
ภิบาล3 ปี กสทช.สอบตกด้านธรรมาภิบาล เปิดเผยข้อมูลล่าช้า ตั้งงบประมาณกรรมการไม่โปร่งใส
นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ผลการศึกษา “บทวิเคราะห์ะห์พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และข้อเสนอในการปรับปรุง” ว่า ตั้งแต่คณะกรรมการกิจกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้ามาทำหน้าที่ประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เรื่องธรรมาภิบาลมากที่สุด ทั้งการเปิดเผยข้อมูลล่าช้า งบประมาณ และตั้งคณะอนุกรรมการ
“ควรต้องเผยแพร่รายงานการประชุมของคณะกรรมการแต่ละคนภายในเวลาที่กำหนด เพราะกฎหมายกำหนดกรรมการแต่ละคน ต้องเปิดเผยข้อมูล” นายวรพจน์กล่าว
ทั้งนี้ อยากให้จัดตั้งองค์กรอิสระด้านคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งในส่วนของกิจการโทรคมนาคม และกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่โดยต้องปลอดจากการแทรกแซงจากการเมือง และต้องมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะสูงสุด เพราะที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขข้อร้องเรียนของประชาชนได้ตามเวลาที่กำหนด 30 วัน และไม่มีกลไกเยียวยาผู้บริโภคที่เป็นระบบและมาตรฐานอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกันต้องมีการกำหนดการเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนทุกด้าน ทั้งการจ้างหน่วยงานภายนอกวิจัยด้านต่างๆ พบว่า คณะกรรมการ กสทช. ไม่ได้นำผลงานวิจัยมาใช้อย่างแท้จริง และบางส่วนถูกตั้งข้อสังเกตว่าให้ความสำคัญกับผู้บริการโทรศัพท์มือถือมากสุด (โอเปอเรเตอร์) รวมทั้งการจัดตั้งคณะอนุกรรมการในด้านต่างๆ ต้องเลือกคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความรู้ ความสามารถ มากกว่าเน้นโควตาของแต่ละบุคล และต้องเปิดเผยรายได้และค่าใช้จ่ายของคณะอนุกรรมการแต่ละคนอย่างโปร่งใส
พร้อมกันนี้ ควรต้องมีการเผยแพร่รายงานการประชุมของคณะกรรมการแต่ละคนภายในเวลาที่กำหนด เพราะกฎหมายกำหนดกรรมการแต่ละคน ต้องมีการเปิดเผยข้อมูล
ด้านงบประมาณของ กสทช.ที่สามารถอนุมัติโครงการต่างๆ ได้เองนั้น ควรให้ สตง.ตรวจสอบ และต้องปรับลดรายได้ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการมาอยู่ที่ 1% จากปัจจุบัน 2% เพื่อให้งบประมาณของ กสทช.อยู่ในระดับเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ กสทช. ได้มีการกำหนดรายละเอียดและวางรูปแบบ มีการเขียนกฎหมายไว้ดีมาก แต่พบว่า ปัญหาอยู่ที่การตีความและนำไปใช้มากที่สุด ทำให้เกิดปัญหาตามมา
เสวนา กสทช. 3 ปีชี้ คนบริหารองค์กร ฉุด กสทช. ทำงานไม่ถึงเป้าหมาย ดึงคนดีเข้ามาทำงาน คนฉ้อฉล ควรออกไป
นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวเปิดเผยในงาน เสวนาเรื่อง “3 ปี กสทช. : ความฝัน ความเป็นจริง และการปฏิรูปกติกา” ว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กสทช.ในปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่มีกฎเกณฑ์ทุกอย่างดีมาก เพราะมีการวางข้อกฎหมายมาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ปัญหาอยู่ที่คนนำไปใช้ต้องทำให้เกิดผลดีต่อประเทศมากที่สุด
ทั้งนี้สิ่งสำคัญต้องทำให้คนดีเข้ามาทำหน้าที่ใน กสทช.มากที่สุด โดยคนที่ไม่ดี หรือคนฉ้อฉล ก็ควรออกไปจากตำแหน่ง รวมทั้งไม่ควรมีการแก้ไขกฎหมายหลายครั้ง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปใหม่ เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่คนนำไปใช้ หรือ หากมีการแก้ไขกฎหมายควรให้มีการกฎหมายแบบมีธรรมภิบาลที่ดีประกอบกันไป โดยผลงาน กสทช.ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผลงานโดดเด่นคือ การจัดสรรประมูลคลื่นความถี่ 3จี และการประมูล ทีวี ดิจิตอล
“ตอนนี้ที่อันตรายมากสุด คือ ผู้บริหารระดับสูง ที่ได้รับข้อมูลผิดจากคนผิด เป็นอันตรายมากต่อการออกนโยบาย รวมถึงเรื่องการโยกเงินและยุบกรรมการกองทุน กทปส.และการยุบกรรมการกองทุน กทปส.ด้วย” นายประวิทย์ กล่าว
ขณะเดียวกันต้องมีการเปิดเผยข้อมูลภายใน กสทช. อย่างโปร่งใสมากที่สุด การใช้งบประมาณในด้านต่างๆ เพื่อให้มีกระบวนการโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยหากมีใครปกปิดข้อมูลภายใน หรือมีความไม่โปร่งใส ก็ควรให้ออกจากตำแหน่งใน กสทช.ออกไป ส่วนการสรรหา กรรมการในด้านต่างๆ ก็ต้องหาจากบุคคลที่มีความสามารถเหมาะสม และ กสทช.ที่มีพนักงานเกิน 1,000 คน ถือว่ามีขนาดใหญ่เกินไป ควรมีการปรับลดจำนวนพนักงานให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพมากสุด
นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การทำงานของ กสทช.ที่ผ่านมา มีการออกแบบองค์กรที่ทับซ้อนมากและจัดตั้งคณะกรรมการหลายส่วนมากเกินไป ดังนั้น หากปฏิรูป กสทช.ใหม่ ควรมุ่งปฏิรูปที่คนมากกว่า เพราะคนที่เข้ามาบริหารสำคัญที่สุด
นางพิรงรอง รามสูต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กสทช. ยังไม่สามารถปฏิรูปสื่อในประเทศได้อย่างจริงจังตามที่กำหนดไว้ รวมถึงการมีทีวี ดิจิตอล ที่ได้จัดการประมูลและมีการออกอากาศแล้ว 24 ช่อง พบว่า ช่องเด็ก บางช่อง ไม่ได้มีรูปแบบรายการตามที่ กสทช. มีเกณฑ์ไว้ ขณะเดียวกัน กสทช. มีคณะอนุกรรมการที่ซ้ำซ้อนมากเกินไป ทำให้การทำงานบางส่วนไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งปัจจุบัน มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ สามารถออกนโยบายต่างๆ ได้รวดเร็ว ทำให้มีการตั้งคำถามออกมาว่าควรมี กสทช. ต่อไปหรือไม่
กสทช.เปิดโครงการกำจัดแบตมือถือเก่า
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช. กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ เปิดโครงการรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์ "คืนแบตเก่า เรารักษ์โลก" เพื่อกำจัดซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่มือถือ ซึ่งใช้งานไม่ได้ หรือไม่ได้มาตรฐาน หรือหมดอายุการใช้งานแล้ว และซากผลิตภัณฑ์เหล่านี้กำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก และค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกปี ดังนั้น จึงควรได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธี
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ปริมาณซากผลิตภัณฑ์อิเลกทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีแนวโน้มเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2556 มีปริมาณ 20.88 ล้านเครื่อง โดยโทรศัพท์มือถือและโทรศัพท์บ้านมีสัดส่วนสูงสุด 9.14 ล้านเครื่อง และในปี 2557 คาดว่า ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มเป็น 22.08 ล้านเครื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นโทรศัพท์มือถือ – บ้าน 9.75 ล้านเครื่อง และคาดว่าโทรศัพท์มือถือบ้าน จะเพิ่มเป็น 10.9 ล้านเครื่องในปี 2559
ช่อง 7 อุทธรณ์บอร์ด กสท. ขอจ่ายค่าธรรมเนียมยูเอสโอทางเดียว ให้กองทัพบกนำส่งกองทุน 2%
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อบอร์ด กสท. กรณีที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับกองทุนวิจัยและเพื่อพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ในอัตรา 2% ทั้งสองทาง คือ ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัล และค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้กับกองทัพบก ซึ่งบอร์ดได้ส่งเรื่องให้อนุกรรมการด้านกฎหมายพิจารณาแล้ว
ทั้งนี้ เพราะในค่าสัมปทานที่ช่อง 7 จ่ายให้กับกองทัพบกเฉลี่ยปีละประมาณ 200 ล้านบาทนั้น ทางกองทัพบกจะต้องหัก 2% เพื่อจ่ายให้กับกระทรวงการคลังนำส่งเข้ากองทุน กทปส. อยู่แล้ว ดังนั้น ช่อง 7 จึงได้ขอให้บอร์ดกสท. พิจารณาให้ช่อง 7 จ่ายเงิน เข้า กองทุนทางเดียว
สำหรับขั้นตอนพิจารณาของกสท. ได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและคณะอนุกรรมการดูแลเรื่องสัมปทานในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ก่อนเสนอให้บอร์ดกสท. พิจารณาอีกครั้ง เบื้องต้น กสท. เห็นว่า หากช่อง 7 ไม่มีรายได้ในส่วนของการประกอบการทีวีดิจิทัล ก็ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเข้ากองทุนได้
อย่างไรก็ตาม สัญญาสัมปทานระหว่างช่อง 7 และ กองทัพบก ทางช่อง 7 จะต้องจ่ายสัมปทานเพิ่มขึ้น 10 ล้านบาทในทุก 3 ปี ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนสัญญาปี 2541-2566
พ.อ.นที กล่าวว่า บอร์ดยังได้ให้ บริษัท ทีโอที ผู้ให้บริการโครงข่ายแบบบอกรับสมาชิก ไปแก้ไขสัญญาเพื่อให้เป็นไปตามประกาศ เรื่อง มาตรฐานสัญญาการให้บริการแบบบอกรับสมาชิก หลังจากที่ผู้ประกอบการโครงข่ายทุกรายต้องส่งสัญญาให้กสท. ตรวจสอบก่อนนำไปทำการตลาดกับลูกค้า
ขณะที่การออกอากาศช่องรายการทีวี ได้รับอนุญาตกว่า 80% ของช่องรายการทั้งหมด 597 ช่อง รวมถึงการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนที่ผ่านการตรวจสอบของกสท. แล้ว 206 สถานี จากทั้งหมด 4,839 สถานี ที่ได้รับใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการ







