posttoday
หุ้นไทยแกว่งขึ้น 1,550-1,560 จุด

หุ้นไทยแกว่งขึ้น 1,550-1,560 จุด

21 กรกฎาคม 2557

ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมเสวนา “จับทิศทางลงทุนครึ่งปีหลังกับกูรูตลาดทุน” ในงานมหกรรมวิเคราะห์การลงทุน ในวันศุกร์ที่ 25 ก.ค. 2557 เวลา 13.30-15.00 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมเสวนา “จับทิศทางลงทุนครึ่งปีหลังกับกูรูตลาดทุน” ในงานมหกรรมวิเคราะห์การลงทุน ในวันศุกร์ที่ 25 ก.ค. 2557 เวลา 13.30-15.00 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ท่านผู้ดำเนินรายการฝากคำถามไว้หลายประเด็น ผมคิดว่าจะมีประโยชน์ต่อท่านผู้ลงทุนที่อาจไม่มีเวลาไปงานนี้ จึงนำบางส่วนมาแบ่งปัน ดังนี้ คำถาม 1) ให้ช่วยวาดภาพตลาดหุ้นไทยและสหรัฐ หลังมาตรการคิวอีจะหมดอายุลงประมาณเดือน ต.ค. 2557 และดอกเบี้ยจะปรับขึ้นเมื่อไร มาตรการคิวอีของอียูและญี่ปุ่นจะเข้ามาทดแทนได้หรือไม่ 2) ดัชนีดาวโจนส์และดัชนีหุ้นในสหรัฐหลายตัวทำนิวไฮหลายรอบจะเผชิญแรงขายออกมาหนักๆ ได้หรือไม่ เพื่อโยกย้ายเงินลงทุนไปที่ไหนบ้าง จะกลับมาเอเชียหรือไปที่ไหน

ผมมองว่านักลงทุนส่วนใหญ่ได้รับรู้ล่วงหน้าไปแล้วว่า เฟดจะยุติคิวอีในเดือน ต.ค.ปีนี้ และจะเริ่มต้นขึ้นอัตราดอกเบี้ยช่วงกลางปี 2558 หากเศรษฐกิจสหรัฐส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดแรงงานจะเพิ่มความวิตกกังวลว่าเฟดอาจเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่านั้น เช่น ต้นปี 2558

อย่างไรก็ดี เฟดส่งสัญญาณชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า แม้เลิกทำคิวอีแล้ว จะยังไม่ดูดเงินออกจากระบบ ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่ไม่ ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจะทำให้ตลาดการเงินมีเวลาในการปรับตัว อีกพักใหญ่ๆ ขนาดสินทรัพย์ในงบดุลของเฟดทะยานขึ้นจากราว 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์เมื่อเดือน ก.ย. 2551 มาอยู่ที่ราว 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปัจจุบันผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารทางการเงินที่เกี่ยวพันกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์หลายระลอกและหลายซีรีส์ (อายุตราสารทั้งสั้น กลาง ยาว) ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำและเศรษฐกิจสหรัฐมิได้ดีดกลับแรง ทำให้เฟดมีเวลาปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้ค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization)

ขณะที่ฟากอียูและญี่ปุ่นมีโอกาสผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ในส่วนของอียูเดิมมีการทำ Sterilization คือดูดสภาพคล่องส่วนเกินออก เพื่อไม่เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ล่าสุดกังวลว่า เงินเฟ้อต่ำเกินไป และเงินยูโรแข็งเกินไป ไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวยังเปราะบาง การผ่อนคลายนโยบายการเงินรอบใหม่ จึงมีแนวโน้มจะลดการทำ Sterilization

สรุปว่า แม้เฟดจะเลิกทำคิวอีแต่ยังไม่เร่งดูดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยจะดำเนินการอย่างช้าๆ ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจสหรัฐจึงโน้มปรับลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนอียูและญี่ปุ่นมีโอกาสผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม และไม่ดูดเงินออกด้วย ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจอียูและญี่ปุ่นจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี เมื่อเฟดเริ่มขยับดอกเบี้ยขึ้น (น่าจะเป็นในช่วงครึ่งหลังของปี 2558) จะกดดันตลาดตราสารหนี้ที่บอนด์ยิลด์ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก รวมถึงทองคำที่จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นแม้จะถูกกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นบ้าง แต่จะถูกชดเชยจากแนวโน้มกำไรที่เร่งตัวขึ้นตามเศรษฐกิจที่ผ่านมา การปรับฐานครั้งใหญ่ของตลาดหุ้นสหรัฐมักเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ไม่ใช่ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะไต่ขึ้นมาทำสถิติสูงสุดตลอดกาล แต่ Valuation ยังไม่แพงเกินไป

ดัชนีตลาดหุ้นโลกเคยเทรดที่พี/อีสูงสุดราว 32 เท่า ล่าสุดเทรดอยู่ที่ราว 18 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว ด้านดัชนี S&P 500 เทรดอยู่ที่ค่าพี/อี 16.7 เท่า ของประมาณกำไรปี 2557 สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวเล็กน้อย นอกจากนั้น ผู้จัดการกองทุนหุ้นทั่วโลกยังถือครองเงินสดถึง 4.5% ของสินทรัพย์รวมภายใต้การบริหาร เพื่อรอจังหวะช้อนซื้อหุ้น ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Pension Fund) สหรัฐถือหุ้นแค่ราว 30% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ราว 38% ภายใต้สถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยจ่อไต่สูงขึ้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใหญ่กำลังปรับพอร์ตลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ และโยกมาเพิ่มหุ้น

น่าสังเกตว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐไม่มีการปรับฐานเกิน 10% จากจุดสูงสุดก่อนหน้าเลย ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากการปรับพอร์ตของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในส่วนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างภูมิภาคนั้น หลังเฟดส่งสัญญาณลดคิวอีเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2556 เงินได้ถูกโยกออกจากตลาดอีเมอร์จิ้ง ไหลกลับที่ตลาดหุ้นหลักและยังไม่มีสัญญาณไหลกลับมา

จีนที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นหัวรถจักรของเอเชีย ยังคงอยู่ในโหมดชะลอตัวในช่วง 12 ปีข้างหน้า ขณะที่ปีนี้ตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้งยังให้ผลตอบแทนต่ำกว่าของตลาดหุ้นโลก

ส่วนของระบบการเงินไทยนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบริหารจัดการหากมีปัญหาเงินทุนไหลออก เนื่องจากในช่วงที่เงินไหลทะลักเข้ามา ธปท.ได้ออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินเอาไว้เป็นจำนวนมาก ล่าสุดมียอดคงค้างราว 2.5 ล้านล้านบาท หรือราว 22% ของจีดีพี

สำหรับตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หลังปลดล็อกทางการเมือง ขณะที่โรดแมปกระตุ้นเศรษฐกิจทยอยถูกแปรไปสู่ภาคปฏิบัติ เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วอยู่ในช่วงขยายตัว เมื่อผนวกกับเสถียรภาพการเมืองที่นิ่งขึ้นจะนำไปสู่ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนราคาเป้าหมายทางปัจจัยพื้นฐาน ปีหน้ามีโอกาสไปได้ไกลถึง 1,750 จุด ระยะสั้นดัชนีหุ้นไทยยังมีโน้มแกว่งขึ้นมีแนวต้านสำคัญถัดไปอยู่ที่ 1,550-1,560 จุด

แนะนำลดพอร์ตเทรดดิ้งเพราะหุ้นดูวิ่งรับข่าวดีล่วงหน้าเร็วเกินไป บริเวณนี้จะมีแรงขายจากทริกเกอร์ฟันด์ส่วนหนึ่งที่บรรลุเป้าหมายผลตอบแทนอีกด้วย ส่วนพอร์ตลงทุนระยะปานกลางขึ้นไปยังถือหุ้นต่อได้ แต่ฝั่งซื้อควรรอซื้อช่วงย่อตัวเท่านั้น โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือหุ้นที่มีเรื่องราวการเติบโตเฉพาะตัวและ Valuation ยังถูก

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ