
เรือด่วนเจ้าพระยายกเครื่องแตก 4 ธุรกิจฝ่าวิกฤตขนส่งทางน้ำ
ในอดีตการโดยสารทางเรือเป็นการเดินทางที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่หลังจากที่ไทยพัฒนาระบบคมนาคม สร้างโครงข่ายรถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดิน ธุรกิจขนส่งทางเรือกำลังตกอยู่ในช่วงภาวะขาลง คนรุ่นใหม่เดินทางโดยเรือลดลง ครอบครัวเรือด่วนเจ้าพระยา ซึ่งดำเนินธุรกิจมานับตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 จึงต้องแตกธุรกิจใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยง
ในอดีตการโดยสารทางเรือเป็นการเดินทางที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่หลังจากที่ไทยพัฒนาระบบคมนาคม สร้างโครงข่ายรถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดิน ธุรกิจขนส่งทางเรือกำลังตกอยู่ในช่วงภาวะขาลง คนรุ่นใหม่เดินทางโดยเรือลดลง ครอบครัวเรือด่วนเจ้าพระยา ซึ่งดำเนินธุรกิจมานับตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 จึงต้องแตกธุรกิจใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยง
สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม ประธาน บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา ผู้ดำเนินธุรกิจบริการเรือด่วนเจ้าพระยาและเรือข้ามฟาก เปิดเผยว่า ตลอดเวลาเกือบ 90 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวดำเนินธุรกิจขนส่งทางเรือมาโดยตลอด แต่ความเจริญของประเทศ การพัฒนาถนน สะพาน และยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป รถยนต์กลายเป็นพาหนะหลักมากกว่าเรือ และโดยเฉพาะการสร้างโครงข่ายรถไฟฟ้า 12 สาย หากแล้วเสร็จจะยิ่งสร้างผลกระทบต่อธุรกิจขนส่งทางเรือสูงมาก
โครงสร้างคมนาคมของประเทศที่มีความสะดวกสบาย รวดเร็วยิ่งขึ้น กระทบต่อการโดยสารทางเรือลดลง กลายเป็นตัวเลือกสุดท้ายของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ในการเดินทาง แนวโน้มคนโดยสารทางเรือข้ามฟากลดลงนับตั้งแต่มีการสร้างสะพานปิ่นเกล้าเมื่อปี 2516 และต้องยุบท่าเรือจาก 14 ท่า เหลือเพียง 8 ท่า ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารลดลงจาก 56 หมื่นคนต่อวัน ปัจจุบันเหลือ 3 หมื่นคนต่อวัน
ขณะที่บริการเรือด่วนเจ้าพระยา ที่บริษัทดำเนินมาร่วม 43 ปี ปัจจุบันมีทั้งหมด 35 ท่า ให้บริการตั้งแต่ท่าเรือสาทรปากเกร็ด คาดว่าปริมาณผู้โดยสารเรือด่วนเจ้าพระยาก็มีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกับเรือข้ามฟาก และยิ่งโครงข่ายรถไฟฟ้าแล้วเสร็จ ปริมาณผู้โดยสารในปัจจุบันมี 4 หมื่นคนต่อวันจะลดลงทันที ดังนั้นในยุคของการบริหารธุรกิจที่สืบทอดกันมาสู่เจเนอเรชั่นที่ 4 จึงต้องแตกธุรกิจใหม่ เพื่อบริหารความเสี่ยง
ทิศทางการทำธุรกิจนับจากนี้ไป บริษัทวางยุทธศาสตร์แตกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำ โดยต่อยอดธุรกิจขนส่งไปสู่ 4 กลุ่มธุรกิจ คือ ธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก จากการมีบริษัทในเครือ 10 บริษัท ซึ่งจะเชื่อมโยงกับธุรกิจที่เกิดขึ้นริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด เพื่อสร้างรายได้ให้มากกว่า 500 ล้านบาท เพราะธุรกิจขนส่งทางเรือการจัดการทำได้ยาก ราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าโดยสารขึ้นยาก และเป็นธุรกิจกำไรน้อย
แผนธุรกิจขณะนี้ บริษัทต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน 2 ท่าสู่การพัฒนาธุรกิจค้าปลีก ล่าสุดลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท พัฒนาที่ดินท่าวังหลังขนาด 100 ตร.ว. ปรับปรุงให้เป็นตลาดนัดชุมชนรูปแบบทันสมัย จะเริ่มก่อสร้างไตรมาส 4 ปี 2558 คาดเสร็จปี 2559 และก่อนหน้านั้นลงทุน 300 ล้านบาท สร้างคอมมูนิตี้มอลล์ 3 ไร่ ที่ท่ามหาราช เปิดเดือน พ.ย.-ธ.ค. ขณะนี้มีร้านค้าเช่า 70%
นอกจากนี้ เตรียมนำที่ดินท่าเตียนร่วม 25 ไร่ สร้างโรงแรมแห่งที่ 3 ของบริษัท ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท จะเริ่มก่อสร้างไตรมาส 4 ปี 2558 รวมทั้งจะปรับปรุงพื้นที่เช่าท่าพระจันทร์และท่ารถไฟ ใช้งบ 78 ล้านบาทต่อท่า ให้ทันสมัย ซึ่งบริษัทได้เช่าพื้นที่บริหารจากกรมธนาลักษณ์และการรถไฟฯ เกือบ 40 ปี
ส่วนขาธุรกิจด้านการท่องเที่ยว บริษัทจะทำจริงจังยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยเตรียมงบลงทุน 70 ล้านบาท สั่งซื้อเรือสำราญขนาดใหญ่ 1 ลำ วางคอนเซปต์เป็นเรือที่มีเอกลักษณ์สะท้อนถึงความเป็นไทย เพื่อต่อยอดจากธุรกิจท่องเที่ยวทางเรือที่มีอยู่แล้ว อาทิ เรือท่องเที่ยวเจ้าพระยา บัตร 150 บาท เรือด่วนเจ้าพระยา บัตร 40 บาท ธุรกิจเรือทัวร์ไหว้พระ 9 วัด และเรือเช่าจำนวน 820 ที่นั่ง ปัจจุบันมีเรือ 90 ลำ แบ่งเป็นเรือด่วนเจ้าพระยา 65 ลำ เรือข้ามฟาก 12 ลำ
สุภาพรรณ กล่าวว่า การทำธุรกิจท่องเที่ยวเพียงลำพังลำบาก ต้องร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ จึงจับมือกับบีทีเอสจำหน่ายบัตรท่องเที่ยวเรือให้เรา ส่วนการขยายธุรกิจใหม่วางแผนมานานมาก ทั้งธุรกิจโรงแรม ปัจจุบันมี 2 แห่ง ได้แก่ ริวา เซอร์ยา กรุงเทพ ท่าพระอาทิตย์ ส่วนสุภัทรา รีสอร์ท หัวหิน ใช้งบลงทุน 200 ล้านบาท บนที่ดินเขาตะเกียบ 1020 ไร่ นอกจากนี้มีร้านอาหารริมน้ำ สุภัทรา ริเวอร์เฮ้าส์ ย่านวัดระฆัง และสุภัทรา ริมทะเล ที่หัวหิน และมีธุรกิจโฆษณาบนเรือ
ด้านธุรกิจขนส่งทางเรือ ซึ่งยังคงสร้างรายได้หลักของบริษัท ยังต้องดำเนินการต่อไปแม้การเดินทางทางเรือจะลดลง สุภาพรรณ กล่าวว่า บริษัทวางแผนจะเชื่อมโยงท่าเรือ 2 ท่า คือ ท่าเรือพระนั่งเกล้า กับท่าเรือบางโพ เพื่อรองรับผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งจะช่วยประคองธุรกิจเรือด่วนเจ้าพระยาไม่ให้มีผู้โดยสารลดลง โดยเร็วๆ นี้จะขอเข้าพบ รมว.คมนาคม
พร้อมกันนี้ ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนผู้ประกอบการทางเรือ แม้ว่าเราจะเป็นรายเดียวที่ทำธุรกิจแล้วก็ตาม ก่อนหน้านี้มีคู่แข่ง 2 ราย ได้แก่ แหลมทอง และขนส่งสายใต้ แต่สุดท้ายก็เลิกกิจการไป เพราะการบริหารจัดการยากไม่คุ้มค่ากับการลงทุน บริษัทมีแนวทางพัฒนาท่าเรือต่างสู่ระดับสากล และต้องการเป็นกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เอื้อเมื่อซื้อเรือจะได้รับการลดภาษี พร้อมกับมีแนวทางปรับค่าโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยาจาก 15 บาท เพิ่มเป็น 16-17 บาท
สำหรับรายได้กลุ่มบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา ปีละไม่ถึง 500 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนส่ง 50% ใน 3-5 ปีสัดส่วนจะน้อยกว่า 40% ส่วนค้าปลีกสัดส่วน 10-15% ใน 12 ปีจะเพิ่มเป็น 20% โดยปีแรกตั้งเป้ารายได้คอมมูนิตี้มอลล์ท่ามหาราชราว 80 ล้านบาท และปีที่ 2 รายได้ 100 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจโรงแรมสัดส่วน 1015% การท่องเที่ยวทางเรือ 10% และธุรกิจร้านอาหารสัดส่วน 10-15% ด้านต่างประเทศมีเวียดนามและพม่าติดต่อให้ไปลงทุน
ธุรกิจขนส่งทางเรือเจ้าพระยา ที่ผ่านมาได้รับการติดต่อจากผู้ประกอบการในอาเซียน ให้เข้าไปดำเนินธุรกิจทั้งเวียดนาม พม่า ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางการขยายกิจการของเจเนอเรชั่น 4 ต่อไป เพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ต้องจับตาการต่อยอดจากธุรกิจที่สร้างรายได้บนสายน้ำกับการแตก 4 กลุ่มธุรกิจใหม่ นั่นคือความท้าทาย“ณัฐปรี พิชัยรณรงค์สงคราม”ทายาทรุ่นต่อไปที่จะเข้ามาบริหารและแก้เกมกับธุรกิจขนส่งทางเรือในยุคขาลง







