posttoday
ผ่อนสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยไม่บาน

ผ่อนสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยไม่บาน

20 กรกฎาคม 2557

แทบเป็นลมล้มทั้งยืน หลังจากนั่งว่างๆ ลองคิดเล่นๆ ว่า เราสร้างรายได้ให้เจ้าหนี้ปีละกี่บาท

แทบเป็นลมล้มทั้งยืน หลังจากนั่งว่างๆ ลองคิดเล่นๆ ว่า เราสร้างรายได้ให้เจ้าหนี้ปีละกี่บาท (เพราะเห็นกำไรของแต่ละธนาคารแล้วต้องบอกว่า...ไม่ธรรมดา) เพราะดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายให้ธนาคารก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือเงินกู้ซื้อบ้าน ยิ่งไม่ธรรมดา

ตลอดสัญญาปาเข้าไปเป็นล้านๆ

ไม่เชื่อหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาเลย แล้วกดตัวเลขของแต่ละคนลงไปว่า กู้มากี่บาท ผ่อนเดือนละเท่าไร นานกี่ปี รวมแล้วต้องจ่ายให้ธนาคารเป็นเงินเท่าไร หักลบกับเงินต้นที่กู้มาแล้วที่เหลือก็คือดอกเบี้ยที่เราต้องจ่าย

เห็นตัวเลขแล้วคงแทบเป็นลมล้มทั้งยืนเหมือนกันแน่ๆ

เพราะถ้ากู้มา 1 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 7,000 บาท นาน 25 ปี 9 เดือน ตลอดสัญญาต้องจ่ายไปทั้งหมด 2.163 ล้านบาท เท่ากับว่าเราสร้างรายได้ให้เจ้าหนี้ 1.16 ล้านบาท

ถ้ากู้เพิ่มเป็น 3 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 1.8 หมื่นบาท ระยะเวลา 30 ปี ตลอดสัญญาต้องจ่ายเท่ากับ 6.48 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของดอกเบี้ย 3.48 ล้านบาท

แต่จะทำอย่างไรให้ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านไม่เบ่งบานขนาดนี้... มันมีวิธี “โปะ”

ในเวิร์กช็อปเรื่อง “4 คาถากันหนี้ท่วมหัว” ของ KExpert ธนาคารกสิกรไทย แนะนำว่า สินเชื่อบ้านแม้จะกำหนดยอดผ่อนต่อเดือนที่แน่นอนเอาไว้แล้ว แต่เราสามารถ “จ่ายเกินเงินงวด” ได้

และเพราะดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านใช้วิธีการคำนวณแบบ “ลดต้นลดดอก (เบี้ย)” เพราะฉะนั้นยิ่งเรายิ่งทำให้เงินต้นลดลงได้เร็วเท่าไร ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็ลดลงด้วย

แต่อย่าลืมตรวจสอบสัญญาเงินกู้ให้ชัดเจนก่อนว่า มีข้อกำหนด ข้อห้ามอะไรหรือไม่ เพราะบางคนเคยเจอสัญญาเงินกู้ที่เขียนว่า “ห้ามจ่ายเกิน 1 เท่าของเงินงวด” หรือไม่ก็มีระยะเวลาห้ามจ่ายหนี้หมดภายในกี่ปี)

r มีเงินน้อย ค่อยๆ จ่ายเพิ่ม

เชื่อหรือไม่ว่า เงินจำนวนเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละเดือนช่วยให้เราประหยัดดอกเบี้ยได้จำนวนมาก เพราะเพียงแค่จ่ายเพิ่มแค่เดือนละไม่กี่ร้อย ไม่กี่พัน ประหยัดดอกเบี้ยได้เป็นแสน เป็นล้าน

ตัวอย่างเช่น เรากู้ซื้อบ้านมา 1 ล้านบาท แทนที่เราจะผ่อนเดือนละ 7,000 บาท ตามค่างวดที่กำหนดไว้ เราจ่ายเพิ่มจากค่างวดไปอีกนิดหน่อย แค่เดือนละ 10% เป็น 7,700 บาท จะช่วยให้เราประหยัดดอกเบี้ยไปได้ 2.8 แสนบาท แถมยังใช้เวลาในการผ่อนน้อยลงจากเดิม 30 ปี เหลือแค่ 20 ปี กับอีก 4 เดือนเท่านั้น

ศาสตรา มังกรอัศวกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า ค่างวดที่เราผ่อนเพิ่มขึ้นแค่เดือนละ 10% จะช่วยให้เราประหยัดดอกเบี้ยไปได้ประมาณ 20%

เช่นเดียวกับคำแนะนำของ จักรพงษ์ เมษพันธุ์ นักเขียนและโค้ชด้านการเงิน ที่เขียนไว้ในบล็อก The Money Coach (jakkapong.wordpress.com) ว่า ในกรณีที่กู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาท และผ่อนเดือนละ 1.8 หมื่นบาท นาน 30 ปี เราจะสามารถประหยัดดอกเบี้ยไปประมาณ 1 ล้านบาท ถ้าเราเพิ่มยอดผ่อนต่อเดือนอีก 10% หรือ 1,800 บาท โดยใช้เวลาผ่อน 22 ปี กับอีก 10 เดือน

r มีเงินก้อน แบ่งมาโปะ

แต่ถ้าไม่พร้อมที่จะจ่ายค่างวดเพิ่มขึ้น ก็อาจจะเลือกมาโปะเป็นก้อนเมื่อมี “เงินพิเศษ” เช่น โบนัส ก็ไม่ผิดกติกา

ตัวอย่างเดิม คือ เงินกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนปกติเดือนละ 7,000 บาท แต่ปลายปีมีโบนัสเข้ามา 3 หมื่นบาท ก็รีบนำไปโปะเงินกู้บ้านทันที KExpert บอกว่า ถ้าทำแบบนี้จะช่วยประหยัดดอกเบี้ยได้ 1.38 แสนบาท และใช้เวลาผ่อนทั้งหมด 23 ปี กับอีก 9 เดือน

ขณะที่ จักรพงษ์ มีวิธีการโปะอีกแบบหนึ่งซึ่งใกล้เคียงกัน คือ แทนที่เราจะผ่อนบ้านปีละ 12 เดือน เราก็เพิ่มเป็น 13 เดือน

ตัวอย่าง เงินกู้ 3 ล้านบาท ที่ผ่อนชำระเดือนละ 1.8 หมื่นบาท ก็ผ่อนไปด้วยจำนวนนี้ทุกเดือนตามปกติ แต่พอถึงสิ้นปีมีโบนัส หรือมีเงินพิเศษเข้ามา (ช่วงไหนก็ได้) ก็ให้ไปจ่ายเพิ่มอีก 1.8 หมื่นบาท ถ้าทำได้แบบนี้ไปทุกปี จะประหยัดดอกเบี้ยประมาณ 8 แสนบาท และผ่อนหมดภายใน 23 ปี กับอีก 10 เดือน

แต่ถ้ามีเงินเก็บก้อนใหญ่ “อยากจะโปะ” มากกว่านี้ และทำเป็นกรณีพิเศษก็ทำได้เหมือนกัน

จักรพงษ์ บอกว่า หนึ่งในบรรดาคำถามยอดฮิตที่มาขอคำปรึกษา คือ มีเงินสดก้อนหนึ่งควรจะนำไปโปะเงินกู้ซื้อบ้านหรือนำไปลงทุนดี?

ในกรณีแบบนี้ จักรพงษ์ เปรียบเทียบว่า การนำเงินสดไปโปะหนี้กู้ซื้อบ้านที่ทำให้เราเสียดอกเบี้ยน้อยลงก็เหมือนกับการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเท่ากับอัตราดอกเบี้ย แบบชัวร์ๆ ไม่ต้องกลัวความเสี่ยง

เช่น ถ้ามียอดกู้ซื้อบ้านเหลืออยู่ 1.5 ล้านบาท เสียดอกเบี้ยอัตรา 7% และมีเงินก้อนอยู่ในมือ 5 หมื่นบาท นำไปโปะหนี้ทั้งหมด จะทำให้เงินต้นเหลือ 1 ล้านบาท ประหยัดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายสำหรับเงินต้น 5 หมื่นบาททันที

แต่ถ้าจะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุน จักรพงษ์ ตั้งคำถามว่า “คุณจะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนอะไร?”

“ถ้าคุณยังไม่รู้เลยว่าจะลงทุนอะไร ไม่รู้จักวิธีลงทุนในเครื่องมือใดสักอย่าง แบบนี้การนำเงินไปโปะบ้าน ก็อาจจะดีกว่า แต่ผมแนะนำให้โปะเพียงบางส่วนเท่านั้น เช่น แบ่งครึ่งหนึ่งโปะบ้าน อีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้ เผื่อโอกาสหรือทางเลือกอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หรือสำรองไว้สำหรับเหตุไม่คาดฝันในวันข้างหน้า”

แต่หากมีแผนที่ชัดเจนว่าจะนำเงินไปลงทุนอะไร ก็ต้องตอบให้ได้ว่า คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนเท่าไร มากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องเสียหรือไม่ และมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน

“เพราะมันคงเป็นเรื่องไม่ฉลาดนัก หากคุณคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนเพียง 35% แต่กลับอดทนจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ 7% แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว” จักรพงษ์ แนะนำ

r มีโอกาส รีไฟแนนซ์

ถ้าเจอจังหวะดีๆ มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยเด็ดๆ ก็น่าจะลองคิดถึงการรีไฟแนนซ์ เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง ซึ่งทำได้ทั้งเปลี่ยนธนาคารใหม่ หรือทำสัญญาใหม่กับธนาคารเดิมก็ได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะตัดสินใจรีไฟแนนซ์ จะดูเฉพาะดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดูเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ระยะเวลาที่สามารถรีไฟแนนซ์ได้โดยไม่เสียค่าปรับ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

จักรพงษ์ บอกว่า บางคนอาจเข้าใจว่าการรีไฟแนนซ์จะทำให้ระยะเวลาผ่อนชำระยาวออกไปอีก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ระยะเวลาจะยาวหรือสั้นกว่าเดิมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเราและธนาคารว่าจะเพิ่มระยะเวลาการกู้ให้นานขึ้นหรือร่นให้สั้นลง


r โปะมากไประวัง ชอร์ต!!!

แม้ว่าการโปะเงินกู้ซื้อบ้าน (ไม่ว่าจะมากหรือน้อย) จะช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยลงไปได้เยอะ แต่ จักรพงษ์ บอกว่า “บ้านนั้น ถ้าผ่อนหมดเป็นของเราเร็วๆ ได้ก็ดี แต่ถ้าการเพิ่มยอดผ่อนทำให้ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม การผ่อนชำระตามเงื่อนไขไปก่อน ก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียหายจนเกินไปนัก”

พร้อมกันนี้ จักรพงษ์ แนะนำให้ทำสัญญาผ่อนระยะเวลานานที่สุดไว้ก่อน เพราะค่างวดจะน้อยที่สุด หรือค่างวดที่อยู่ในความสามารถที่จะจ่ายไหว ไม่ต้องบีบบังคับตัวเองเกินไป เพราะ “ชีวิตไม่ได้มีแค่บ้าน ยังมีส่วนอื่นๆ ที่ต้องให้ความสำคัญ”

นั่นเพราะหากการจ่ายมากเกินความสามารถจนทำให้ “หมุนเงินไม่ทัน” จนต้องไปกู้ยืมที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อบ้านก็คงจะไม่คุ้ม ซึ่งภาระผ่อนบ้านที่ไม่หนักเกินไป เมื่อรวมกับภาระผ่อนอื่นๆ แล้ว ธนาคารกสิกรไทยแนะนำให้ขีดเส้นไว้ที่ 40% ไม่ควรจะเกินนี้

เพราะฉะนั้นก่อนจะโปะเงินกู้บ้านอย่าลืมวางแผนการเงินในด้านอื่นๆ เอาไว้ด้วย โดยเฉพาะการเผื่อเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน