posttoday
กลุ่มขนส่งยังน่าซื้อ

กลุ่มขนส่งยังน่าซื้อ

27 พฤษภาคม 2553

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตยังแนะซื้อหุ้นกลุ่มขนส่งทั้ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) และ บริษัท การบินไทย (THAI)

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตยังแนะซื้อหุ้นกลุ่มขนส่งทั้ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) และ บริษัท การบินไทย (THAI)

โดย...บล.ธนชาต

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตยังแนะซื้อหุ้นกลุ่มขนส่งทั้ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) และ บริษัท การบินไทย (THAI) แม้ถูกปัญหาการเมืองฉุดกำไร แต่ราคาหุ้นถูกกระหน่ำเกินไป และเชื่อว่าในที่สุดนักท่องเที่ยวจะกลับมาเมืองไทยเสมอ

บล.แห่งนี้ประมาณการผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีผลต่อการท่องเที่ยวว่า จะได้รับผลกระทบในช่วงไตรมาส 2 แต่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาส 4 ปี 2553 โดยเป็น สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจะเผชิญกับความสูญเสีย เนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองในกรุงเทพฯ แต่เชื่อว่าประเทศยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักสำหรับนักท่องเที่ยว

ขณะที่คาดว่าอุตสาหกรรมน่าจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วดังเช่นในอดีต แม้ว่าประเทศไทยจะเผชิญกับการระบาดของไข้หวัดนกปี 2547 สึนามิในปี 2548 การทำรัฐประหารในปี 2549 เศรษฐกิจถดถอย การประท้วงของเสื้อเหลือง และการปิดสนามบินในปี 2551 และการเกิดจลาจลของเสื้อแดงในปี 2552 แต่จำนวนผู้โดยสารของบริษัท ท่าอาศยานไทย (AOT) ยังคงเติบโต 3.5% ต่อปี ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ภายใต้สมมติฐานที่ว่าประเทศไทยอาจจะกลับมาสงบอีกครั้ง

“เราคาดว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวน่าจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 เนื่องจากเป็นช่วง High Season ยังคงมีความหวังภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้าย ถึงแม้จะมีคำเตือนของหลายประเทศในเรื่องการมาท่องเที่ยวในประเทศไทย”

Skyscanner เว็บไซต์ค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกยังคงชี้ว่า การค้นหาเที่ยวบินมายังไทยในเดือน มิ.ย. ก.ค. และ ส.ค.ปีนี้ ยังคงไม่ลดลงมากนัก กรุงเทพฯ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และปัจจุบันมีการค้นหาเที่ยวบินมายังไทยติดอันดับที่ 13 ของเว็บไซต์ Skyscanner ถึงแม้จะมีความรุนแรงของการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ แต่จำนวนผู้โดยสารของ AOT ยังคงขยายตัว 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือน เม.ย.

บล.ธนชาตปรับลดประมาณการกำไรลง 16% สำหรับ AOT และ 40% สำหรับ บริษัท การบินไทย

“เราปรับลดประมาณการกำไรปกติลงราว 16% มาอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท สำหรับ AOT และ 40% มาอยู่ที่ 5,000 ล้านบาทสำหรับ THAI เนื่องจากความรุนแรงทางการเมืองในช่วงไตรมาส 2 รุนแรงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ได้ลดประมาณการกำไรของเราสำหรับ AOT และ THAI ในปี 2554 ลงเล็กน้อย เนื่องจากคาดว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป โดยคาดว่ากำไรปี 2554 จะเติบโต 75% และ 38% สำหรับ AOT และ THAI”

อย่างไรก็ตาม บล.ธนชาตเชื่อว่าตลาดรับรู้ถึงข่าวร้ายในเรื่องการลดลงของจำนวนผู้โดยสารในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 ไปแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ราคาหุ้น AOT และ THAI ลดลงราว 28% และ 27% จากระดับสูงสุดในปีนี้ แต่มูลค่าหุ้นยังดูน่าสนใจ โดย AOT ซื้อขายที่มูลค่าการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (EV/ EBITDA) ที่ 7.5 เท่าในปี 2553

ดังนั้น จึงแนะนำให้ซื้อเพราะเป็นราคาถูก ในอดีตที่ 8-12 เท่า ขณะที่ THAI ซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E) และราคาต่อมูลค่าบัญชี (P/BV) ที่ 9.2 เท่า และ 0.7 เท่าในปี 2553 เทียบกับอุตสาหกรรมเฉลี่ยที่ 12.7 เท่า และ 1.4 เท่า ดังนั้นจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” ทั้ง AOT และ THAI

ทั้งนี้ ได้มีการปรับลดประมาณการกำไรของ AOT ลงเนื่องจากการชุมนุมมีความรุนแรงกว่าคาด จึงให้สมมติอัตราการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่ระมัดระวังมากขึ้นที่ 10% ในปี 2553 (เดือน ต.ค. 2552-ก.ย. 2553) จากเดิม 12% เทียบกับจำนวนผู้โดยสารที่เติบโต 21% ในเดือน ต.ค. 2552-เม.ย. 2553 ซึ่งทำให้ประมาณการกำไรปกติของเราลดลงราว 16%

แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อในแนวโน้มการท่องเที่ยวของไทย และคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสแรกปี 2554 (เดือน ต.ค.-ธ.ค. 2553) เนื่องจากเป็นช่วง High Seasons ดังนั้นจึงยังคงประมาณการกำไรปกติสำหรับปี 2554 ที่ 3,200 ล้านบาท (สมมติให้ผู้โดยสารเติบโต 8% ในปี 2554) เพิ่มขึ้น 75% จากปี 2553 ไว้เหมือนเดิม ราคาเป้าหมายถูกปรับลงมาอยู่ที่ 45 บาท/หุ้น จาก 48 บาท

ถึงแม้ว่าจะมีความรุนแรงของการประท้วง แต่จำนวนผู้โดยสารของ AOT ยังคงเติบโต 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในเดือน เม.ย. และแม้ว่าเราจะสมมติให้จำนวนผู้โดยสารลดลง 35% จากไตรมาสแรก และ 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2553 ซึ่งต่ำกว่าในช่วงที่ปิดสนามบิน แต่ยังคงคาดว่า AOT จะมีกำไรปกติจำนวน 32 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3 สำหรับช่วงไตรมาส 4

แม้ว่าจะคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะฟื้นตัวขึ้นราว 16% จากไตรมาสแรก (แต่ยังคงลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) แต่ AOT น่าจะรายงานกำไรปกติจำนวน 74 ล้านบาทเนื่องจากการบันทึกโบนัสพนักงานยังคงมีมูลค่าที่น่าสนใจ แม้ว่ากำไรจะถูกปรับลง
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงความสูญเสียในช่วงไตรมาส 2 ไม่ได้ แต่เชื่อว่าตลาดรับรู้ถึงเรื่องนี้ไปแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ราคาหุ้น AOT ลดลงราว 28% จากระดับสูงสุดในเดือน ม.ค. ถึงแม้ว่าจะปรับประมาณการกำไรลง แต่มูลค่าหุ้น AOT ยังน่าสนใจ เราคาดว่า EBITDA ในปี 2553 จะเติบโต 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 11% ในปี 2554 และซื้อขายที่ EV/EBITDA ที่ 7.5 เท่าในปี2553 และ 6.0 เท่าในปี 2554 ซึ่งเป็นระดับ Low-end ในอดีตที่ 8-12 เท่า ยังคงแนะนำ “ซื้อ” AOT

บล.ธนชาต คาดว่าจะมีการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่า 7.8 หมื่นล้านบาท ในปี 2553-2558 แต่เนื่องจากความรุนแรงในกรุงเทพฯ และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง แผนดังกล่าวจึงเป็นไปได้ที่จะถูกเลื่อนออกไป นอกจากนี้การมีสนามบินดอนเมืองเป็นสนามบินที่สองและจำนวนผู้โดยสารที่ลดลงยังทำให้สนามบินสุวรรณภูมิสามารถรองรับผู้โดยสารได้อย่างเพียงพอไปจนถึงปี 2556 คาดว่าการเลื่อนการขยายสนามบินออกไปเป็นข่าวดี เนื่องจากจะทำให้ AOT สามารถสำรองเงินไว้สำหรับการลงทุนในอนาคตได้ปรับลดประมาณการกำไรอีกครั้ง

กำไรงวดไตรมาสแรกปีนี้ต่ำกว่าคาด และความรุนแรงจากการประท้วงของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ทำให้ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2553 ของ THAI ลงไปอีก 35% มาอยู่ที่ 4,800 ล้านบาท เพราะ 1) บล.อัตราผลตอบแทนต่อผู้โดยสาร ลงมาอยู่ที่ 2.68 บาท/คน-กม.

และ 2) ค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้น 10% แต่คาดว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยน่าจะฟื้นตัวได้เร็วเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งประเทศไทยเผชิญกับการระบาดของไข้หวัดนกในปี 2547 สึนามิในปี 2548 การทำรัฐประหารในปี 2549 เศรษฐกิจถดถอย การประท้วงของเสื้อเหลือง และการปิดสนามบินในปี 2551 และการเกิดจลาจลของเสื้อแดงในปี 2552

ดังนั้น จึงยังคงประมาณการกำไรปกติสำหรับปี 2554 ที่ 6,800 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนไว้เหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตาม กำไรปกติต่อหุ้นจะเติบโตเพียง 16% เท่านั้น เพราะแผนการเพิ่มทุนในไตรมาส 3 ดังนั้นราคาเป้าหมายจึงลดลงมาอยู่ที่ 28 บาท/หุ้นจาก 30 บาท กำไรแย่สุดในไตรมาส 2 แต่ฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 4 Cabin Factorของ THAI อยู่ที่ 72% และ 61% ในเดือน เม.ย. และ พ.ค. 81% ในไตรมาสแรกและระดับคุ้มทุนที่ 70%

“เราคาดว่าอัตราผลตอบแทนผู้โดยสาร น่าจะลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 2.55 บาท/คน-กม. ในไตรมาส 2 เพราะเป็นช่วง Low Seasons 2.63 บาท/คน-กม. ในไตรมาส แรกจาก Cabin Factor เฉลี่ยในไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 68% จึงคาดว่า THAIจะมีผลขาดทุนราว 3,000 ล้านบาทในไตรมาส 2 แต่เนื่องจากเป็นช่วง High Seasons จึงคาดว่า Cabin Factor ของ THAI จะดีขึ้นมาอยู่ที่ 69% ในไตรมาส 3 และ 74% ในไตรมาส 4 ซึ่งทำให้บริษัทมีผลขาดทุนน้อยลงที่ 747 ล้านบาทในไตรมาส 3 และมีกำไร 3,700 ล้านบาทในไตรมาส 4 ยังคงมีมูลค่าที่น่าสนใจ แม้ว่าจะถูกปรับกำไรลง

บล.ธนชาตเชื่อว่าตลาดรับรู้การสูญเสียรายได้ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในช่วงไตรมาส 2 ไปแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ราคาหุ้น THAI ลดลง 27% จากระดับสูงสุดในปลายเดือน มี.ค. แม้ว่าจะปรับประมาณการกำไรลงอย่างมาก แต่มูลค่าหุ้น THAI ยังคงน่าสนใจ โดยซื้อขายที่ P/E ที่ 9.2 เท่า และ P/BV ที่ 0.7 เท่าในปี 2553 เทียบกับอุตสาหกรรมเฉลี่ยที่ 12.7 เท่า และ 1.4 เท่า แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มทุน แต่ THAI ยังคงซื้อขายที่ P/E และ P/BV ที่ต่ำที่ 8.4 เท่า และ 0.7 เท่าในปี 2011 คงคำแนะนำ “ซื้อ”

แผนการเพิ่มทุนของ THAI ยังคงเป็นไปกำหนดการที่วางไว้ ปัจจุบันบริษัทอยู่ในช่วงการทำการตรวจสอบฐานะทางการเงิน และคาดว่าจะขายได้ในเดือน ส.ค.

“เราได้รวมแผนการเพิ่มทุน 2 หมื่นล้านบาท (สมมติให้ออกหุ้นใหม่ 770 ล้านหุ้น ที่ราคา 26 บาท/หุ้น) ในประมาณการของเราแล้ว แต่มีความเสี่ยงว่า THAI อาจจะไม่สามารถเพิ่มทุนที่ราคานี้ได้ หากตลาดยังคงอ่อนแอ สมมติให้ราคาหุ้นใหม่ อยู่ที่ 23 บาท/หุ้น และมีหุ้นใหม่ 870 ล้านหุ้น ราคาเป้าหมายน่าจะลดลงมาอยู่ที่ 27 บาท/หุ้น”

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล