
“ตฤณ ปิ่มหทัยวุฒิ”วัยทำงานบริหารเงิน
“ตฤณ ปิ่มหทัยวุฒิ” ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท สเตรกา วัย 35 ปี ตัวอย่างการมีวิธีการบริหารเงินในวัยคนทำงาน ที่เลือกใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือในส่วนเงินเก็บและปล่อยให้เงินทำงานเอง จนปัจจุบันมีเงินในพอร์ตอยู่ในหลักล้านบาท
“ตฤณ ปิ่มหทัยวุฒิ” ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท สเตรกา วัย 35 ปี ตัวอย่างการมีวิธีการบริหารเงินในวัยคนทำงาน ที่เลือกใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือในส่วนเงินเก็บและปล่อยให้เงินทำงานเอง จนปัจจุบันมีเงินในพอร์ตอยู่ในหลักล้านบาท
จุดเริ่มต้นการออมเงินจริงจังของเขา เริ่มต้นเมื่อไปเรียนต่อปริญญาโทด้านวิศวกรรม ที่ประเทศออสเตรเลีย แล้วต้องการหาเงินเพื่อไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว โดยหวังพึ่งค่าเรียนจากทางบ้านเท่านั้น ทำให้เขาต้องทำงาน 3 กะต่อวัน ตั้งแต่ล้างจาน เสิร์ฟ หรือส่งอาหารตามบ้าน จึงรู้คุณค่าของเงิน
เริ่มทำงานแรกที่โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เริ่มแบ่งรายได้ที่เข้ามาต่อเดือน 10% ต่อเดือน ไปฝากธนาคารพาณิชย์ไว้ก่อนแล้วค่อยใช้ที่เหลือ และพอได้อ่านหนังสือเศรษฐีชี้ทางรวย (The Richest Man in Babylon) ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากลงทุนเองบ้าง เพราะขนาดเศรษฐีที่เคยถังแตกเขายังมีหนทางกลับมาได้ในการมีรายได้ การใช้หนี้ การเก็บเงิน และให้สังคมได้ด้วย
ที่สำคัญมองว่าผู้ชายที่ดีต้องสามารถดูแลครอบครัวได้ดี ทำให้เขาเริ่มเพิ่มเงินออมเป็น 20% ของรายได้ที่รับต่อเดือน และนำไปสู่การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) เหตุผลเพราะต้องการบริหารภาษี แรกๆ เขาก็มองเรื่องแอลทีเอฟเป็นหลัก แต่หลังๆ หันมาเน้นอาร์เอ็มเอฟมากขึ้น เพราะคิดว่าเสี่ยงน้อยกว่าแอลทีเอฟ เพราะลงทุนในหุ้น 70% และในตราสารหนี้ 30%
ปัจจุบันเขาใช้กลยุทธ์ในการเปลี่ยนกองมากขึ้นตามภาวะตลาดหุ้น อย่างเช่นปัจจุบันดัชนีที่ 1,500 จุด ดีต่อผลตอบแทนแอลทีเอฟ ก็จะเลือกขายหรือเปลี่ยนไปยังกองทุนอาร์เอ็มเอฟ ที่เป็นตราสารหนี้มากขึ้นเพื่อล็อกส่วนกำไรเอาไว้ และเมื่อหุ้นปรับลงก็ค่อยเปลี่ยนมายังกองหุ้นแอลทีเอฟอันเดิม ซึ่งอาร์เอ็มเอฟก็ใช้หลักการเดียวกัน โดยมีเป้าหมายว่าอัตราผลตอบแทนในกองทุนรวมน่าจะได้ประมาณ 1020% ต่อปี
จากนั้นก็ลงทุนในหุ้นบ้าง แรกๆ ตามระเบียบของคนที่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นก็ฟังเจ้าหน้าที่การตลาดเล่นระยะสั้นตามหุ้นกระแส ได้ 510% กำไรที่ได้มาก็เสียไปกับค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชั่น) แต่เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ เพราะต้องทำงานไม่มีเวลามานั่งดู และรู้ตัวว่ายังไงก็ไม่สามารถไปสู้นักลงทุนที่มีเวลาดูรายวันหรือพอร์ตเทรดของโบรกเกอร์ได้ จึงเริ่มที่จะหันมาลงทุนในหุ้นระยะยาวมากขึ้น
ปัจจุบัน “ตฤณ” ได้เพิ่มสัดส่วนการเก็บออมก่อนเป็น 50% จากรายได้ที่ได้รับต่อเดือน โดยแบ่งเงินทุนไปทั้งหมด 3 ส่วน คือ ประกันชีวิต กองทุนรวมที่ต้องมีซื้อและปรับเปลี่ยนกองตามภาวะตลาด และลงทุนหุ้น
สำหรับหุ้นจะเน้นลงทุนหุ้นระยะยาว การรอหุ้น 35 ปี เขารอได้ เพราะเชื่อในกรณีตัวอย่างของคุณป้าคนหนึ่งที่ได้รับการพูดถึงอยู่มากมายที่ถือหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) มาตั้งแต่ 1 บาท และไม่ได้ทำอะไรเลย ถือไว้และกินปันผลไปเรื่อยๆ ถือไว้เฉยๆ จนวันหนึ่งราคาหุ้นขึ้นมา 400 บาท
“ซื้อหุ้นแบบระยะสั้นบ้างแต่นานเล่นที แต่ที่ต้องทำคือ ทุกเดือนผมจะแบ่งเงินเดือนที่ 50% มาฝากแบงก์ไว้ แล้วก็พยายามซื้อกองทุนและหุ้นเฉลี่ยทุกเดือนในวันที่ใกล้เคียงกัน หรือไม่ก็คาดการณ์เองว่าหุ้นปรับฐานลงเมื่อไรก็ทยอยเข้าไปซื้อช่วงนั้น แต่พยายามจะซื้อให้ได้ครบทุกเดือน”
พอร์ตปัจจุบันเรียกว่าทรงตัวยังไม่มีกำไร แต่มั่นใจว่า 2 บริษัทที่มีจะเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตมากขึ้นในอนาคต และรอได้เพราะเชื่อว่าอนาคตมีความเป็นไปได้สูง แต่ถ้าไปซื้อตัวที่มีราคาสูงอยู่แล้วก็ไม่ได้เกิดผลอะไรมาก เมื่อรู้ว่ารอได้ ก็ควรพิจารณาคัดเลือกหุ้นดีที่เติบโตสูงในอนาคต
“ตฤณ” ทิ้งท้ายว่า หากคนเรามีความรู้นั่นคือมีการศึกษาว่าจะเลือกหุ้นตัวไหน มีความอดทน และมีวินัย อย่างน้อยก็ต้องประสบความสำเร็จในการลงทุน แม้มันจะไม่เกิดหรือออกดอกออกผลให้เราเร็วก็ตาม แม้ปัจจุบันพอร์ตเงินลงทุนของเขาจะอยู่ในหลักเพียงล้านบาท และตั้งเป้าว่าภายในอีก 5 ปี ต้องเป็นคนที่มีอิสรภาพทางการเงินให้ได้ แต่จะไม่เลิกทำงาน แค่ปล่อยให้เงินทำงาน







