
ยืนยันจุดสูงสุดกำลังจะเกิดขึ้น
การเคลื่อนไหวของ SET INDEX มีการปรับตัวขึ้นมาโดยตลอด แม้บทความในวันศุกร์ที่ผ่านมาเราจะมีมุมมองที่คาดว่า ตลาดรวมน่าจะ Peak แถวๆ 1,520 ซึ่งตัวเลขล่าสุดต้องยอมรับว่ามีการปรับตัวขึ้นกว่าที่คาด
การเคลื่อนไหวของ SET INDEX มีการปรับตัวขึ้นมาโดยตลอด แม้บทความในวันศุกร์ที่ผ่านมาเราจะมีมุมมองที่คาดว่า ตลาดรวมน่าจะ Peak แถวๆ 1,520 ซึ่งตัวเลขล่าสุดต้องยอมรับว่ามีการปรับตัวขึ้นกว่าที่คาด
แต่สิ่งที่ผมคิดว่าท่านผู้อ่านที่เป็นนักลงทุนจะสังเกตได้ก็คือ เป็นการเลือกตัวขึ้นในบางตัว คือ หุ้นที่ขึ้นก็ขึ้นแรงจนทำสถิติสูงสุดขึ้นไปใหม่ และหุ้นที่ทำธุรกิจแบบเดียวกันกลับมาขึ้น เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เพราะการที่ราคาหุ้นขึ้นในระยะสั้นไม่ใช่เป็นการขึ้นเนื่องจากปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งเมื่อมามองภาพใหญ่ก็ควรเป็นเช่นนั้น เพราะการที่เราเห็นจีดีพีโตในระดับ 2% ในปีนี้ และ 3.5-4.5% ในปีหน้า โอกาสในการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่จะสูงกว่าระดับ 10% มากๆ ไม่มีทาง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ P/E ของตลาดหุ้นไทยไม่ถูก ข่าวที่ขับเคลื่อนหุ้นไทยให้มีการปรับตัวขึ้นได้ จึงเป็นข่าวเฉพาะตัว และไม่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานนั้นก็คือ เหตุผลที่ยืนยันว่า การมองเป้าหมายในรอบนี้ไม่มีการปรับตัวเลข 1,520 ขึ้นไป
พิจารณาจากกราฟที่นำมาแสดงเป็นการเคลื่อนไหวของ SET INDEX ในสมัย 1993-1994 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นไม่มีการรายงานตัวเลขการซื้อขายแยกประเภทรายกลุ่ม เพราะฉะนั้น การติดตามการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศก็จะไม่ทราบผลในช่วงสิ้นวัน (อันที่จริงช่วงเวลาปัจจุบันพยายามมีการเช็กกันในช่วงครึ่งเช้าด้วยซ้ำ) การติดกรอบแนวต้านจะคล้ายๆ กับช่วงเวลาปัจจุบันที่เราคาดว่าตลาดจะ Peak แถวๆ นี้ เม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศอาจจะทำให้แนวคิดดังกล่าวเปลี่ยนแปลงออกไป อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ การรายงานตัวเลขที่เกิดขึ้นเรายังไม่เห็นการซื้อในปริมาณมากๆ ของนักลงทุนต่างประเทศ
ความน่าสงสัยในบางกลุ่มหุ้นก็น่าจะจับตา ยกตัวอย่างเช่น หุ้นหลักทรัพย์ ซึ่งนอกจากความเชื่อเดิมๆ ที่มีการคาดการณ์กันว่า หุ้นธุรกิจหลักทรัพย์ชอบมาปิดรอบแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าช่วงเวลาปัจจุบันหุ้นหลักทรัพย์น่าจะดีมากๆ ไม่ว่าเรื่องของปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนที่ไม่ได้เพิ่ม เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าการทำธุรกิจหลักทรัพย์ปัจจุบันแทบจะจัดค่าใช้จ่ายเป็นต้นทุนแปรผันเกือบทั้งหมดแล้ว การรับต้นทุนคงที่จริงๆ เหลือน้อยมาก อีกทั้งกระแสหุ้นใหม่ที่โดดเด่น การทำงานในด้านที่ปรึกษาการเงินและจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ก็มีผลตอบแทนที่สูงมาก รวมทั้งพอร์ตของบริษัทหลักทรัพย์ก็น่าจะมีผลตอบแทนที่สูงมากตาม แต่ราคาตลาดของหุ้นเหล่านี้กลับไม่ขึ้นหรือยกตัวอย่างหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดเล็กกลางแม้สถาบันการเงินเหล่านี้จะมีความเสียเปรียบธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าเป็นเรื่องต้นทุนของเงิน หรือฐานลูกค้าที่แตกต่างกันมาก แต่เนื่องจากจุดกำเนิดของสถาบันเหล่านี้มักจะมาจากบริษัทเงินทุน หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า บริษัทไฟแนนซ์ ซึ่งมีกรรมวิธีในการปล่อยสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งสิ่งที่เห็นก็จะพบว่าผลตอบแทนยังอยู่ในระดับ 15% ด้วยซ้ำ (ลองพิจารณาดอกเบี้ยรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือสินเชื่อบุคคล) ทั้งๆ ที่ต้นทุนของเงินอาจจะสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ไม่มาก อีกทั้งก่อนหน้านี้อาจจะมีการกลัวการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอล หรือการขาดทุนในหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ปรากฏว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก (คือสูงกว่าปกติ แต่ไม่สูงกว่าที่กลัวไว้) จึงทำให้กำไรของหุ้นธุรกิจเหล่านี้จะกลับมาสูงมาก แต่ปรากฏว่าราคาตลาดหุ้นกลับไม่มีการปรับตัวขึ้นไป
กรณีคิดในด้านดี อาจจะมีความเป็นไปได้ว่า SET INDEX อาจจะไม่ได้ปรับตัวสูงกว่า 1,520 มากนัก เพราะแรงกดดันในเชิงพื้นฐานของราคาหุ้นส่วนใหญ่ของตลาด แต่ตลาดอาจจะเลือกเล่นในหุ้นที่มีข่าว หรือในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเป็นรายตัว ก่อนที่จะหมดรอบ เพราะฉะนั้นในความคิดส่วนตัวแล้วยังคาดว่า เดือน ก.ค.ยังคงน่าจะเป็นเดือนที่น่าเป็นจุดสูงสุดของหุ้นในรอบนี้เช่นเดิม







